วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ค่าจงรักภักดี 6,000 ล้านบาท2


(ราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก)


สะท้อนความจงรักภักดีและเสียสละของปวงชนชาวไทยที่มีต่อราชวงศ์ไทย
ได้เป็นอย่างดี

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ : กำเนิด ความหมาย และอภิสิทธิ์ในทางเศรษฐกิจ

กำเนิด : สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่สถาปนาแนวคิด อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลายนั้น พระมหากษัตริย์นั้นถือว่าเป็นทั้ง เจ้าชีวิต/เจ้าทรัพย์สินดังคำกล่าวที่ว่ารัฐคือข้าพเจ้าต่อมาเมื่อมีการก่อร่างสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์สยามขึ้นมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีแนวคิดในการจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ขึ้นมาใหม่ขึ้น นั้นจึงเป็นที่มาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดังที่เรารับรู้ในปัจจุบัน

พระมหากษัตริย์ได้มีพระราชอำนาจเพิ่มขึ้น (ส่วนหนึ่งขุนนางตระกูลบุนนาคเริ่มมีอำนาจน้อยลง) ในฐานะเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในทางการบริหาร มีการปฏิรูประบบราชการโดยแบ่งส่วนราชการเป็นแบบกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งมีบริหารส่วนภูมิภาค/จังหวัดตามแบบประเทศตะวันตก

จากต้นทศวรรษ
2410 อำนาจของกษัตริย์และส่วนราชการได้เพิ่มขึ้นแทนที่อำนาจของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ ในภูมิภาคต่างจังหวัด การก่อตั้งหอรัษฎากรในปี พ.ศ.2416ได้ส่งผลให้อำนาจการจัดเก็บภาษีมีความเป็นเอกภาพและรวมศูนย์อยู่ที่เมืองหลวง (ซึ่งก่อนหน้านั้นขึ้นอยู่กับเจ้าภาษีนายอากรและกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ) และส่งผลกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สามารถควบคุมอำนาจทางการคลังได้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ในทศวรรษ 2410 รัชกาลที่ 5 ได้พยายามบั่นทอนอำนาจการปกครองของภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งขึ้นตรงต่อเจ้าผู้ครองนคร โดยแต่งตั้งเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดไปปกครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งส่งผลให้อำนาจการปกครองของกรุงเทพฯ ได้เพิ่มขึ้นและขยายตัวสู่ภูมิภาคอื่น ๆ

ในปีพ.ศ.2430 ได้มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองจากกรุงเทพฯ หรือในบางกรณีได้ส่งเจ้าเมืองจากรัฐบาลกลางในกรุงเทพฯ เพื่อปกครองและบริหารเมืองต่าง ๆ คือเชียงใหม่ ภูเก็ต พระตะบอง หนองคาย การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือการปฏิรูปการปกครองและระบบราชการในปี พ.ศ.2435 ซึ่งมีการจัดรูปแบบการบริหารประเทศในรูปของเสนาบดี (หรือคณะรัฐมนตรี) ซึ่งมีหน้าที่การบริหารกระทรวงต่าง ๆ และแบ่งหน้าที่โดยชัดเจน ซึ่ง ณ ขณะนั้นมีกระทรวงทั้งสิ้น 12 กระทรวง ด้วยลักษณะการบริหารประเทศดังกล่าว

จึงมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลางนอกจากนี้ในทศวรรษ
2430 ได้มีการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นและการปกครองส่วนภูมิภาคโดยการควบคุมจากกรุงเทพฯ ภายใต้การนำของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย การสร้างทางรถไฟเชื่อมกรุงเทพฯ และภูมิภาคอื่น ๆ จากปี 2433 ก็มีผลต่อการสร้างการเติบโตของกรุงเทพฯ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง

พร้อมกันนั้นกรมพระคลังข้างที่ (The Privy Purse Bureau) ( ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในฐานะเป็นกรมอิสระในสังกัดกระทรวงพระมหาสมบัติ ในปี 2433 โดยกรมพระคลังข้างที่ทำหน้าที่ในการบริหารตลอดจนการลงทุนพระราชทรัพย์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยได้รับงบประมาณเท่ากับ
ร้อยละ 15 ของรายได้แผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5

จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการก่อตั้งกรมพระคลังข้างที่

นอกจากเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่
5 การรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง การปฏิรูปการคลังโดยการดึงอำนาจควบคุมบริหารงบประมาณแผ่นดินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จากกลุ่มบุนนาค แต่ทว่ามีบทบาทสำคัญหรือเป็นหน่วยงานที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเงินของ
สถาบันพระมหากษัตริย์ (The Principal arm of the monarchy’s financial strength)

บุคคลที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพระคลังข้างที่คนแรก คือ พระเจ้าน้องยาเธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2433 – 2435 หลังจากนั้นก็มีผู้ดำรงตำแหน่งอีกหลายคน แต่ผู้ที่มีบทบาทในแง่การสร้างรายได้โดยผ่านการลงทุนต่าง ๆ ให้แก่กรมพระคลังข้างที่ที่สำคัญที่สุดคือ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสมมตอมรพันธ์ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2435 – 2454

ก้าวกระโดดและการเติบโตในยุคต้น

ขอบเขตงานของการจัดการลงทุนและจัดหาผลประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย มีผลให้การบริหารงานของกรมพระคลังข้างที่ได้มีข้าราชการเพิ่มขึ้นจากเพียง 3 คน ในปี 2435 และเพิ่มขึ้นเป็นทั้งหมด 26 คน ในปี 2438 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 กรมพระคลังข้างที่ได้ขยายหน่วยงานรับผิดชอบออกไปอีก โดยมี ฝ่ายเวรบัญชาการ กรมการผลประโยชน์ กรมการโยธากรมการบัญชี กรมการคลัง และหุ้นส่วน โดยมีข้าราชการและพนักงานกว่า 200 คน และในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้เพิ่มหน่วยงานในสังกัดกรมการผลประโยชน์ในเขตต่างจังหวัด คือ คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา นครปฐม และราชบุรี

การก่อตั้งกรมพระคลังข้างที่ภายใต้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ มีหลักการที่สำคัญคือ

การพยายามแบ่งแยกฐานะทางการคลังหรือรายได้รวมทั้งผลประโยชน์อื่น ๆ ระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐโดยเด็ดขาด (แม้ในทางปฏิบัติอาจจะไม่สามารถแบ่งแยกโดยเด็ดขาดก็ตาม)
อำนาจ งบประมาณ และความเป็นอิสระของกรมพระคลังข้างที่ได้เริ่มปรากฏอย่างจริงจัง จากทศวรรษ 2430 พร้อม ๆ กับการขยายตัวของเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของกรมพระคลังข้างที่หรือแหล่งที่มาของรายได้หรือพระราชทรัพย์มาจาก 2 แหล่งใหญ่คือ

(1)
รายได้จากการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐบาล และ
(2)
รายได้จากค่าเช่า กำไร และผลประโยชน์จากการลงทุนในกิจการต่าง ๆ ของกรมพระคลังข้างที่ เช่น ที่ดิน ค่าเช่าห้องแถว ตลาดสด โรงสีข้าว ธนาคาร สายการเดินเรือ โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ รถราง เป็นต้น


วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ค่าจงรักภักดี 6,000 ล้านบาท1


ตัวเลขใหม่ปี
2551 อยู่ที่ 6000 กว่าล้าน

หากยกเว้นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ absolute monarchy แล้ว
ประเทศไทยปัจจุบันครองตำแหน่ง World's most expensive royal family

สะท้อนความจงรักภักดีและเสียสละของปวงชนชาวไทย
ที่มีต่อราชวงศ์ไทยได้เป็นอย่างดี

งบอำนวยความสะดวกราชวงศ์ไทย on Mon Mar 03, 2008 8:06 am

งบประมาณประจำปี 2551 ที่ใช้เพื่อการอำนวยความสะดวก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนิน และต้อนรับประมุขต่างประเทศ
500,000,000
บาท (ปี 51)

สำนักพระราชวัง 2,086,310,000 บาท (ปี 51)

รวมงบถวายการอารักขา (ปี 51 )

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
ผลผลิต : การถวายความปลอดภัย การถวายพระเกียรติและปฏิบัติตามพระราชประสงค์
1.
งบรายจ่ายอื่น 2,782,400 บาท

กองทัพบก
ผลผลิต : การถวายความปลอดภัย การถวายพระเกียรติและปฏิบัติตามพระราชประสงค์
รายละเอียดงบประมาณจําแนกตามงบรายจ่าย
1.
งบรายจ่ายอื่น 185,000,000 บาท

กรมราชองครักษ์
ผลผลิต : การถวายความปลอดภัย ถวายพระเกียรติและปฏิบัติตามพระราชประสงค์
รวมงบทั้งหมดของกรม 465,842,600 บาท

กรม : สํานักงานตํารวจแห่งชาติ
ผลผลิต : การถวายความปลอดภัยพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์
รวมงบเฉพาะการถวายความปลอดภัย 349,117,700 บาท

กองบัญชาการทหารสูงสุด
รายละเอียดงบประมาณจําแนกตามงบรายจ่าย
1.
งบรายจ่ายอื่น
1.
งบหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ 120,000,000 บาท
2.
ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์
120,000,000
บาท

ค่าราชพาหนะและโรงเก็บ (ปี 51)

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

1. งบลงทุน
(1)
เครื่องบินพระราชพาหนะขนาดกลาง และเครื่องบินรับ - ส่งบุคคลสำคัญ
จำนวน 4 เครื่อง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น พร้อมโรงเก็บเครื่องบินมาตรฐาน
จำนวน 2 โรง 381,450,000 บาท

(2)
เฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะ จำนวน 3 เครื่อง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น
และโรงจอดอากาศยาน 1,220,000,000 บาท

3.
งบรายจ่ายอื่น
1)
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง 601,594,700 บาท

รวมข้างต้น ได้ประมาณ 6032 ล้านบาท (ยังตกหล่นที่แฝงอยู่ในกระทรวงต่างๆ อีก
เช่น ค่าใช้จ่ายการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ค่ารับรอง เป็นต้น)

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบราชวงศ์อังกฤษ 74 ล้านเหรียญต่อปี
(~2200 ล้านบาท) ก็มากกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่ออังกฤษมี GDP สูงกว่า
ไทย ถึง 4 เท่าตัว
---------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ - ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่เปิดเผยแก่สาธารณชนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
งบอำนวยความสะดวกราชวงศ์ไทย

---------------------------------------------------------------------------
หากยกเว้นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ absolute monarchy แล้ว
ประเทศไทยปัจจุบันครองตำแหน่ง

World's most expensive royal family


วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรง เหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที8

พระบรมราโชวาท ธันวาคมปี 2538 ตลอดสองชั่วโมงกว่า

ทรงบรรยายพระอัจฉริยภาพในการจัดการเรื่องน้ำ การพัฒนาเศรษฐกิจ ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นยอด เป็นนักบริหารที่อุทิศพระองค์และมีประสิทธิภาพ เป็นธรรมราชาผู้ปราดเปรื่องสารพัดเรื่อง
หลังจากรับถวายพระราชสดุดีอย่างท่วมท้นพร้อมรับการถวายพระพุทธรูปทองคำจากนายกบรรหาร ทรงเริ่มพระราชทานพระบรมราโชวาทว่าคนควรจะเห็นคุณค่าของน้ำ

ทรงยกโครงการสุริโยทัยที่อยุธยา ทรงร่ายยาวตัวเลขต่างๆ


ปริมาณน้ำ ระดับน้ำ อัตราการไหล ซึ่งฟังดูเหมือนว่าทรงเชี่ยวชาญมาก จากนั้นทรงโยงเข้าเรื่องทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรยั่งยืน ระบบจัดการไร่นาสวนผสม พึ่งตนเองขนาดเล็ก
15 ไร่ต่อครอบครัวจะมีผลิตผลที่พอเพียง มีชีวิตเป็นอิสระจากตลาด ทรงสถาปนาทฤษฎีใหม่ให้เป็นนโยบายแห่งชาติโดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2538 มีการแจกจ่ายหนังสืออธิบายทฤษฎีใหม่แก่ผู้ฟัง

ทรงมีโครงการพระราชดำริสร้างแหล่งเก็บน้ำย่อยๆ

เรียกว่า แก้มลิง จากที่ได้ทอดพระเนตรลิงเก็บกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มก่อนจะกินเข้าไป ทรงอ้างสถิติตัวเลขเรื่องน้ำปริมาณน้ำในแม่น้ำ อัตราการเกิดฝนและระดับน้ำท่วม ทรงใช้ตัวเลขเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ว่าเขื่อนป่าสักมีความจำเป็น และน่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ เพราะจะมีน้ำ
800 ล้านลูกบาศก์เมตรเก็บไว้ ทรงบรรยายแผนที่ แผนภูมิและสถิติต่างๆ แสดงให้เห็นว่าทรงรอบรู้ มีรายละเอียดน่าประทับใจ

ทรงเน้นถึงคุณค่าของโครงการแก้มลิง

รับสั่งสารพัดให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ ทรงมีวิธีการเสนอที่ค่อนข้างวกวนและมักจะทรงสอดแทรกอารมณ์ขันนอกเรื่องนอกราวอยู่เรื่อยๆ
มีทั้งวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ พสกนิกรต้องเชื่อต้องศรัทธาในพระองค์ ข้าราชการก็ต้องรีบเร่งทำโครงการทฤษฎีใหม่ หรือติดป้ายทฤษฎีใหม่ให้กับโครงการที่มีอยู่แล้ว แม้แต่โครงการที่ริเริ่มและสนับสนุนโดยหน่วยงานพัฒนาของต่างประเทศ

พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้จัดพิมพ์หนังสือเล่มที่สามที่ทรงใช้นิทานชาดกเรื่องพระมหาชนก

เปรียบเทียบเชื่อมโยงกับแผ่นดินของพระองค์ โดยทรงปรับปรุงใหม่ในรูปนิทานสำหรับเด็ก วาดภาพประกอบโดยศิลปินชั้นนำของประเทศ เป็นเรื่องของเจ้าชายที่ราชบัลลังก์มิถิลาของพระราชบิดาได้ถูกพระเจ้าอาผู้ชั่วร้ายแย่งชิงไป พระมหาชนกได้ออกเดินทางค้าขายเพื่อระดมทุนสร้างกองทัพทวงราชบัลลังก์คืน เมื่อเรือของพระองค์อับปาง ทรงรอดพระชนม์ด้วยพละกำลังและสติปัญญา หลังลอยคออยู่ในทะเลเจ็ดวันก็ได้รับการช่วยเหลือจากนางมณีเมขลาที่อุ้มพระองค์ไปส่งยังสวนในเมืองมิถิลาขณะที่พระเจ้าอาสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระมหาชนกสมรสกับพระธิดาของพระเจ้าอาเป็นกษัตริย์ปกครองมิถิลานครเป็นเวลาเจ็ดพันปี

จนได้บรรลุการรู้แจ้ง ทรงพบต้นมะม่วงต้นหนึ่งไร้ผลแต่เขียวงาม

อีกต้นออกผลมีรสหวานอร่อย แต่ถูกดึงถูกโค่นโดยคนที่มารุมแย่งชิงผลมะม่วง ทำให้ทรงระลึกว่าการมั่งมีทรัพย์มีแต่จะนำมาซึ่งความทุกข์ และการไม่มีทรัพย์กลับนำมาซึ่งความสุข พระองค์จึงสละราชสมบัติและพระมเหสี ทรงปลงพระเกศาเป็นนักพรต เร้นกายหายลับเข้าป่า ในหลวงได้เน้นถึงความเพียรพยายามของพระมหาชนกขณะทรงลอยคออยู่ในทะเลโดยทรงถือเป็นการปฏิบัติธรรม
แต่ในหลวงทรงดัดแปลงเรื่องพระมหาชนกตอนที่ทรงเห็นต้นมะม่วง แทนที่พระมหาชนกจะออกบวชเป็นนักพรตตามต้นฉบับเดิม แต่พระมหาชนกฉบับในหลวงกลับทรงใช้เทคโนโลยีการเกษตรรักษาต้นมะม่วงเอาไว้และทรงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนด้วยการให้การศึกษา

นับตั้งแต่อุปราชเสนาอำมาตย์ ถึงคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า

มีมหาวิทยาลัยถ่ายทอดภูมิปัญญาของพระองค์ ทรงนำชีวิตและความเขียวขจีกลับคืนสู่ประเทศที่รกร้างถูกทำลาย ทำให้คนไทยต้องนึกถึงในหลวงในบทบาทของพระมหาชนก
ที่ทรงปฏิเสธที่จะเกษียณเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นเนื่องจากพระองค์ยังไม่บรรลุเป้าหมายหรือจุดสูงสุด คือต้องทรงบรรลุภารกิจทางโลกย์โดยสมบูรณ์ก่อน วังสั่งพิมพ์หนังสือทั้งในภาษาไทยและอังกฤษ และจัดงานเปิดตัวหนังสือสำหรับนักข่าวทั้งไทยและเทศ ครั้งแรกเป็นฉบับนักสะสมปกแข็งเล่มใหญ่ ขายเอาเงินสมทบทุนการกุศลราคา 2,000 และ 200 เหรียญสหรัฐฯหรือเล่มละกว่าห้าหมื่นบาทและกว่าห้าพันบาท

โดยแถมเหรียญทองคำและเหรียญเงินที่ปลุกเสกโดยพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร

แต่พอทำยอดขายไม่ได้ ธนาคารแห่งชาติก็บีบให้ธนาคารของรัฐและเอกชน
15 แห่งขายทำยอดให้ได้ 15 ล้านบาท บางธนาคารต้องจ่ายเงินซื้อแจกลูกค้าชั้นดี ปีถัดมาก็ออกฉบับปกอ่อนสี่สีราคา
250 บาท และถัดไปอีกปีก็เป็นหนังสือการ์ตูนราคาย่อมเยาว์สำหรับเด็กเขียนภาพโดยชัย ราชวัตร (นายสมชัย กตัญญุตานันท์) บริษัทห้างร้านต่างๆ พากันเหมาซื้อไปแจก ได้ทั้งบุญได้ทั้งการลดหย่อนภาษี บางรายมอบให้วัดไปแจกต่อ กลายเป็นการทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล

พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงยกเรื่องพระมหาชนกเพื่อสะท้อนถึงพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ที่ได้ทรงปฏิบัติเพื่อพสกนิกรมาโดยตลอด แต่ก็ยังทรงเถลไถลมิได้สำนึกว่าทรงใช้เวลาปกครองประเทศไทยมานานเต็มทีจนได้รับการบันทึกว่านานที่สุดในโลก

ในหลวงทรงโอ้อวดมาตลอดถึงพระอัจฉริยภาพสารพัดขณะที่ประเทศไทยก็ไม่ได้เจริญก้าวหน้าไปถึงไหน แต่ทรงเชื่อว่าพระองค์ยังต้องปกครองประเทศไทยต่อไปเพื่อบรรลุพระราชภารกิจที่สมบูรณ์ ในขณะที่ประเทศชาติมีแต่จะจมปลักลงไปทุกที ไม่ได้ดีเลิศอย่างที่ทรงอวดอ้างแต่อย่างใด....


วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรง เหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที7

นักโฆษณาสถาบันกษัตริย์


นักสดุดีพระมหากษัตริย์รายแรกเป็นผู้ดูแลโครงการส่วนพระองค์คือ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้พูดสดุดีพระราชกรณียกิจในการพัฒนาชนบท ความเพียรพยายาม เสียสละอุทิศพระองค์เอาชนะความยากจน

ในหนังสือเล่มใหญ่ชื่อ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช
:ประทีปนำทางของประเทศไทย King Bhumibol Adulyadej : Thailand’s Guiding Light พิมพ์ในวาระพระราชพิธีกาญจนาภิเษก 2539 บรรยายว่าในหลวงทรงตรากตรำทำงานหนักเพื่อเอาชนะ พลังความโลภที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างนายทุน นักการเมืองและข้าราชการ


มีบทเทิดพระเกียรติให้ทรงเป็นนักสิ่งแวดล้อมมีพระปรีชาสามารถในการ


ที่ทรงสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทรงมีประสิทธิภาพในการทรงงานมากกว่าระบบราชการ เพราะทรงมองปัญหาทั้งระบบ ความผาสุกของประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นตัวชี้วัด ทรงเสนอแนวทางแก้ไขไว้นานแล้วแต่ว่าไม่มีใครสนใจ ประชาพิจารณ์ก็ไม่จำเป็นเพราะทรงทำประชาพิจารณ์มา
30 ปีแล้ว จากการเสด็จเยี่ยมพสกนิกรทั่วประเทศ เท่ากับมีการปรึกษาหารืออย่างมาก่อนแล้ว จึงเป็นเหตุผลรองรับการสร้างเขื่อนป่าสักและเขื่อนท่าด่าน ทรงใช้เวลาหลายชั่วโมงหลายครั้งพูดคุยกับชาวบ้าน จึงเป็นประชาพิจารณ์ที่บริสุทธิ์ เป็นธรรมชาติ คือประชาธิปไตยที่แท้จริง


นายอานันท์ ปันยารชุน


ได้ย้ำว่าพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีรัชกาลที่
9 ทรงรักษาประเทศและสร้างความเจริญ โดยเสด็จไปทั่วประเทศทำความรู้จักพระราชอาณาจักรและพสกนิกรของพระองค์ ทรงเป็นนักอ่านแผนที่ตัวฉกาจ หลังจากเสด็จเยือนต่างประเทศ ก็ได้ทรงชี้แจงให้รัฐบาลเริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกปี 2504 ขึ้นมา

(ซึ่งที่จริงได้ร่างขึ้นตามการชี้นำของ ธนาคารโลกกับที่ปรึกษาจากสหรัฐฯ ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก) ทรงมีวินัยในพระองค์เองอย่างเข้มงวด ตอนที่พระองค์ผนวช ได้ทรงศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้ง เข้าใจความจริงของชีวิต ทรงไม่มีอัตตา ทรงไม่หลงตัวเองทรงปล่อยวางไม่ยึดติดโดยสิ้นเชิง ทำเพื่อประโยชน์ของชุมชน
และส่วนรวมเท่านั้น

อาจมีแต่จักรพรรดิญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับการเทิดทูนจากประชาชนมากกว่านี้

แต่จักรพรรดิญี่ปุ่นประทับอยู่แต่ในวัง ต่างจากพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงใกล้ชิดกับประชาชนของพระองค์ ถึงแม้จะไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ คนก็ยังรู้ว่าเรามีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นที่รักของคนทั้งชาติ ทรงเป็นของแท้ที่ไม่มีวันผิดพลาด จากประสบการณ์ทางการเมืองที่มีต่อเนื่องยาวนานทำให้ทรงต้องเข้ามาแทรกแซงการเมืองบ่อยครั้ง

เพราะทรงรับรู้ข้อมูลเป็นอย่างดีและทรงใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ ในฐานะกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ อำนาจถูกถวายให้เป็นของพระมหากษัตริย์ด้วยเจตจำนงของประชาชน การแทรกแซงของในหลวงภูมิพล
เกิดจากการร้องขอจากประชาชน โดยทรงทราบจังหวะเวลาเหมาะสมและประเทศชาติไม่สามารถทนต่อสถานการณ์ได้อีกต่อไป แล้วพระองค์ก็จะ ทรงลงมา แก้วิกฤตทั้งหมด

สิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ สาธารณชนก็ได้เห็นโดยทั่วกัน

แม้ไม่ได้เป็นการตรวจสอบในทางกฎหมาย แต่เป็นความโปร่งใส (คงเป็นความโปร่งใสที่ตรวจสอบไม่ได้และห้ามตรวจสอบโดยเด็ดขาด)พระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงปฏิบัติพระภารกิจมายาวนานที่สุด ทรงเป็นนักการเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุด รัฐบาลมาแล้วก็ไป ผบ.ทบ. มาแล้วก็ไป กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในวิสัยปกติของพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากพระองค์ได้ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจเหล่านี้เพื่อประโยชน์อันยั่งยืนของประชาชนไทย
.. คนไทยทั่วไปจึงเต็มใจมอบความเชื่อมั่นต่อพระองค์อย่างที่ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ของเราหรือของทั้งโลกทรงเคยได้รับมาก่อน..

ทรงเป็นเหมือนไฟส่องนำทางสำหรับประชาชนในความมืด


ส่วนนักอธิบายความรายที่สามก็คือพระเจ้าอยู่หัวเอง ทรงมีคำอธิบายยุคสมัยรัชกาลของพระองค์หลายครั้งที่แตกต่างกันสำหรับกลุ่มผู้ฟังที่ต่างกัน พระนิพนธ์แปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ
A Man Called Intrepid ของวิลเลียมสตีเวนสัน William Stevensonนักข่าวกรองชาวแคนาดาที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของฝ่ายพันธมิตร อ้างว่าเป็นเรื่องจริงที่เขียนยกย่องตนเองเป็นวีรบุรุษที่เสี่ยงชีวิตปฏิบัติราชการลับเพื่อประเทศชาติช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเรื่องที่ เกินจริงและคลาดเคลื่อน มาก แต่ในหลวงก็ทรงแปลเพราะมีพระประสงค์ให้ผู้อ่านมองคนที่ทำงานหนักโดยไม่หวังผลตอบแทนเหมือนที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติ

ทรงเล่าว่าประธานาธิบดีรูสเวลท์
Roosevelt ของวอชิงตัน

กับนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลและพระเจ้าจอร์จที่หกของลอนดอน ต้องแอบปราบพวกนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่ต่อต้านการลุกขึ้นต่อสู้กับพวกนาซี นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลขาดอำนาจจากสภาจึงต้องอาศัยอำนาจจากกษัตริย์ ซึ่งเป็นอำนาจที่สูงกว่าที่เข้ามาแทรกแซงได้ในช่วงที่เกิดวิกฤต จึงมีการจัดสรรงบประมาณให้วังนำมาใช้สนับสนุนผู้ทำราชการลับเพื่อปกป้องชาติแบบลับๆ

โดยกษัตริย์ต้องเก็บให้เป็นความลับจากประชาชน และต้องมีผู้นำพิเศษที่สูงกว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่เสียสละอุทิศตนเมื่อเกิดปัญหาทางการเมือง โดยอ้างการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองและสืบราชการลับของอังกฤษที่ต้องได้รับการเห็นชอบจากกษัตริย์ ระบบพิเศษของอังกฤษนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำคัญของกษัตริย์ต่อความมั่นคงของชาติ พระราชนิพนธ์งานแปลนี้ได้รับการตีพิมพ์ในปี
2536 ถึง 100,000 เล่ม เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยในเวลานั้น

พระราชนิพนธ์แปลเรื่อง ติโตของ ฟิลลิส ออตี้ Phyllis Auty

เป็นประวัติของ ติโต หรือ โยชิบ โบรช
(Josif Broz) ผู้นำที่ต่อสู้กอบกู้ยูโกสลาเวีย ให้พ้นวิกฤตการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดี มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทั้งๆที่ท่านเป็นคอมมิวนิสต์และเป็นผู้ล้มเลิกระบอบกษัตริย์ ปีถัดมาทรงโปรดฯให้มีการพิมพ์งานแปลเรื่อง ติโต เพราะทรงเห็นว่าติโตทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อความเจริญ สันติภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ทรงชื่นชมติโตที่รักษาความเป็นปึกแผ่นและเอกราชของประเทศเป็นเวลาถึง 35 ปี


วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรง เหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที6

ทางวังได้โหมการโฆษณาการรำลึกถึงพระราชชนนี

อย่างชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นเวลาหลายเดือนทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ ในงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาเดือนธันวาคมปีนั้น ทรงตรัสว่าคนไทยมองเห็นพระมหากรุณาธิคุณของพระราชชนนีที่ได้ทรงสร้างสมไว้มากทำให้ราชอาณาจักรไทยยังคงความสงบสันติสุขไว้ได้ ทรงตรัสว่า เมื่อพระชนนีสิ้นพระชนม์ ก็ได้เห็นความรักความนับถือที่คนทั้งชาติมีต่อพระชนนี ก็ปลื้มใจ ปลื้มใจว่ามีคนที่คนรักที่ถือว่าท่านเป็นสมเด็จย่า

ซึ่งก็แปลกดีเหมือนกัน ถ้าใครต่อใครเรียกว่าสมเด็จย่า

คนที่เรียกสมเด็จย่าก็เป็นหลานๆ ของเรา เป็นหลานเพราะว่าท่านเป็นแม่ และท่านเป็นย่าของคนทั่วๆ ไป และเป็นสมเด็จย่าของลูกๆ ที่อยู่ข้างหลังนี้ ฉะนั้นเราก็เป็นญาติกันทั้งหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็รู้สึกว่า มีความอาลัย และทำให้ประชาชนทั้งชาติได้มีโอกาสแสดงเป็นประโยชน์จะว่าครั้งสุดท้ายของท่าน ที่จริงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะท่านยังเป็นประโยชน์ต่อไปชั่วกาลนิรันดร์ แต่ว่าเป็นประโยชน์เพราะว่าชาวต่างประเทศ ทุกชาติทุกภาษา เมื่อมาเห็นว่าเมืองไทยมีเหตุการณ์เช่นนี้แบบนี้ และการแสดง คารวะบุคคลที่ควรคารวะ

ต่างประเทศแม้จะไม่ชอบเมืองไทยเขาก็ต้องชอบ เขาจะต้องบอกว่าเมืองไทยนี้มีอะไรแปลก และเมืองไทยนี้แปลกจริงๆ ที่มีสภาพอย่างนี้


ก็คงแปลกจริงๆอย่างที่พระองค์มีพระราชดำรัสและก็คงไม่มีชนชาติใดที่จะเข้าใจความแปลกประหลาดของพสกนิกรที่พระองค์ทรงภูมิใจเป็นนักเป็นหนานี้ได้ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระราชชนนี มีขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม 2539 ตามฤกษ์ที่นักดาราศาสตร์ของวังได้บอกว่าดาวหางยาคูเตคHyakutake จะปรากฏให้เห็นในหมูดาวราศีตุลย์ อันเป็นราศีเกิดของพระราชชนนี

กรมการศาสนาได้รวบรวมคนมาบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลได้ 34,604 คน เท่ากับจำนวนวันที่พระราชชนนีทรงมีพระชนมชีพ ทางวังกับรัฐบาลได้ออกแผนพับยืดยาวอธิบายความหมายในเชิงจักรวาลของเครื่องแบบ การประดับประดา การจัดวางตำแหน่งและการเคลื่อนขบวนต่างๆ สื่อวิทยุและโทรทัศน์ได้ร่วมกันถ่ายทอดสดตลอดงานพระราชพิธี โดยมีอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นผู้บรรยายด้วยสุ้มเสียงอันแผ่วเบา ไม่มีสื่อใดได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ยกเว้นโทรทัศน์บีบีซีซึ่งได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำสารคดีที่หวังว่าจะช่วยเชิดชูพระราชชนนีให้เป็นที่ศรัธทาไปทั่วโลก

ทรงโปรดเกล้าฯให้เลื่อนพระยศเป็นระดับสมเด็จพระบรมราชชนนีโดยโปรดให้บรรจุพระอังคาร(เถ้ากระดูก)ไว้ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทอันเป็นที่สงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงสุดเท่านั้น

ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการระดมทุนหาเงินเงินบริจาคในช่วงแปดเดือนไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท เพื่อสร้างโรงพยาบาลในพระนามสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รัฐบาลผลิตเหรียญกษาปณ์ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระราชชนนี เพื่อระดมทุนตามเป้าไม่ต่ำ 1
60 ล้านบาท ในวันพระราชทานเพลิงพระศพ กล่องบริจาคที่วางรอบสนามหลวงเก็บเงินได้ถึงกว่าสี่ล้านบาท กระทรวงศึกษายังระดมเงินบริจาคได้เพิ่มขึ้นอีกโดยไม่มีการรายงานยอดบริจาคเพียงแต่บอกว่าจะนำไปสร้างอนุสาวรีย์ถวายแด่พระราชชนนีทั่วประเทศ ตลอดสองสามปีถัดมา ได้มีการผลิตหนังสือ สารคดี ซีดีรอม และ เทปเทิดพระเกียรติออกจำหน่ายและจัดนิทรรศการ

หลังจากการโฆษณาปลุกเสกพระเกียรติยศพระเกียรติคุณของสมเด็จพระราชชนนีเสร็จสิ้นลง

ทางวังก็รีบขยับเข้าสู่การเฉลิมฉลองการเสด็จครองราชสมบัติครบ
50 พรรษาอย่างรวดเร็วทันที แทบทุกพระราชพิธีและกิจกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง24 เดือนต่อมาล้วนแล้วแต่เป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวาระเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษก ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงรับหน้าที่ดูแลโครงการสกัดหินเพื่อสร้างพระพุทธรูปขนาดมหึมาที่หน้าผาเขาชีจัน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีโดยใช้แสงเลเซอร์ ฟ้าหญิงสิรินธรเสด็จเป็นประธานในการประชุมนานาชาติเรื่องหญู้าแฝกในพระบรมราชูปถัมถ์โดยที่วังมักอ้างว่าในหลวงทรงเป็นผู้ค้นพบว่าหญ้าแฝกเป็นประโยชน์ในการรักษาหน้าดิน

พระสังฆราชญาณสังวรทรงดูแลโครงการปลูกต้นโพธิ์ในวัดทั่วประเทศ
30,000 แห่ง

มีการทุ่มเงินมหาศาลทั้งจากงบประมาณและจากภาคธุรกิจ โดยไม่มีความโปร่งใสแต่อย่างใด นักธุรกิจต้องจ่ายเงินของบริษัทเพื่อแสดงความจงรักภักดี วุฒิสมาชิกถูกหักเงินเดือนๆ ละ
500 บาท รวมเป็นเงิน 8 ล้าน 7 แสนบาทสำหรับการเฉลิมฉลองพระราชพิธีกาญจนาภิเษกและร่วมเสด็จพระราชกุศล นายกบรรหารได้ระดมเงิน 999 ล้านบาทสำหรับโครงการควบคุมน้ำท่วมในพระราชดำริโดยยืมเงินก้อนใหญ่มาจากธนาคารกรุงไทยที่เป็นของรัฐบาล จากภาวะเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูตอนต้นปี 2539 ทำให้มีนักธุรกิจใหญ่ทยอยถวาย เครื่องบรรณาการ อย่างมากมายมหาศาล พ่อค้าเพชรพลอยชื่อดังรายหนึ่งได้นำบุษราคัมสีน้ำเงินขนาดยักษ์น้ำหนัก 6.3 กิโลกรัมมาเจียรนัย 950 ด้าน (หมายถึง รัชกาลที่ 9 ปีที่50)

ถวายพระเจ้าอยู่หัว กองทัพไทยใช้งบของรัฐบาลสร้างคทาที่ทำจากทองคำหนัก
700 กรัมกับเพชรพลอย 518 เม็ดถวายในหลวง ของขวัญที่อลังการมูลค่าสูงสุดจากนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่รวยที่สุด

นำโดยนายชาตรี โสภณพานิชแห่งธนาคากรุงเทพ และอำนวยการโดยพลเอกเปรม ได้ ซื้อเพชรก้อนใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่เปิดเผยราคา หนัก 54
6 กะรัตจากอัฟริกาใต้ ใหญ่กว่าเพชรคุลลินัน Cullinan Star of Africa ของราชินีอังกฤษที่หนัก 530.2 กะรัต หรือ106 กรัม โดยได้นำเพชรนี้ไปเข้าพิธีปลุกเสกโดย พระสังฆราช จุฬาราชมนตรี และสันตปาปา จอห์น ปอลที่สองแห่งกรุงโรม
มีการใช้งบประมาณและเงินบริจาคราวสอง ร้อยล้านบาทในการจัดทำเสื้อคลุมทองคำประดับอัญมณีชุดใหม่ให้พระแก้วมรกต ในปี 2539 รัฐบาลได้ถวายพระยานาคทองคำประดับอัญมณีหนัก 2.5 กิโลกรัมแด่พระเจ้าอยู่หัว พร้อมถวายพระราชสมัญญาให้ทรงเป็น พระบิดาแห่งการจัดการ

ทรัพยากร น้ำ มีการจัดพิมพ์หนังสือโฆษณาความสำเร็จของโครงการพระราชดำริเรื่องน้ำหลายพัน เล่มโดยแจกจ่ายไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ

โทรทัศน์เต็มไปด้วยสารคดี ทอล์คโชว์ และแม้กระทั่งเกมโชว์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
วัน ที่ 7 มิถุนายน 2539 สถานี โทรทัศน์และวิทยุทุกสถานีได้ถ่ายทอดงานระดมทุนโครงการในพระราชดำริ นายกบรรหารกับคุณหญิงแจ่มใสประเดิมบริจาคก่อน 10 ล้าน บาท น เช้าวันที่ 9 มิถุนายน ช้างแต่งเต็มยศ 25 เชือกบรรทุกคน 50 คนมายังวัด หลวงแห่งหนึ่งเพื่อบวชถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว ในค่ำวันนั้น ก่อนที่จะมีการจุดพลุดอกไม้ไฟ ได้มีการจุดเทียนหนึ่งล้านเล่มที่ปลุกเสกโดยพระสังฆราชโดยถูกจุดพร้อมกันใน ฤกษ์ยามเวลา 19.19.

วัง ยังคงโหมการโฆษณาสร้างบารมีตามกำหนดการที่เต็มแน่นด้วยงานการกุศล

การเยี่ยมชนบท งานกาล่าดินเนอร์
Gala Dinner (การ รับประทานอาหารค่ำที่มีการแสดงพิเศษ) การเสด็จประพาส มีงานบอลล์(งานรื่นเริงที่มีการเต้นรำ) นัก เรียนหญิงนับพันถูกเกณฑ์มาที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อนั่งสมาธิหมู่ถวายเป็น พระราชกุศล โดยแต่งชุดขาวเหมือนแม่ชีและถือเทียน มีการจัดสร้างพระเครื่องในพระนามพระราชินีจำหน่ายเพื่อเก็บเงินถวายใน งานวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินีปี 2535 บรรดาเศรษฐี ใต้พระบรมโพธิสมภาร เช่น นายบรรยงค์ ล่ำซำแห่งธนาคารกสิกรไทย นายประยุทธ มหากิจศิริ(เจ้า ของเนสกาแฟและโรงงานเหล็กสเตนเลส)

เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์และพตท.ทักษิณ ชินวัตร

ได้ร่วมกันบริจาคเงินสร้างตึกสิริกิติ์หรือตึก ส.ก.ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โดยตั้งตระหง่านทัดเทียมตึกภปร
. สยามสมาคมได้ระดมเงินบริจาคสามสิบล้านบาท สร้างพระพุทธบาทขนาดใหญ่ทำจากทองคำหนัก 30 กิโลกรัมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ประดิษฐานไว้ที่วัดพระแก้ว พระราชินีมีพระประสงค์ให้เป็นที่รู้กันว่าพระองค์คือสมเด็จพระสุริโยทัยที่ กลับชาติมาเกิด โดยที่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเออออไม่อยากขัดคอพระราชินี โครงการอ่างเก็บน้ำและป้องกันน้ำท่วมที่อยุธยาจึงได้รับพระราชทานนามว่าสวน ศรีสุริโยทัยและได้พระราชทานสวนแห่งนี้แด่พระราชินี

ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินี
60 ชันษา

กองทัพจัดแสดงละครพระศรีสุริโยทัยด้วยแสงสีเสียงมโหฬารถวายพระราชินี สิริกิติ์ที่จังหวัดอยุธยา รัฐบาลสร้างพระพุทธรูปสุริโยทัย ค่ายทหารแห่งใหม่ที่หัวหินก็ใช้ชื่อเดียวกัน ตำนานสมเด็จพระศรีสุริโยทัยได้รับการเผยแพร่ทั่วไป พระราชินีเสด็จเยือนบริเวณที่เชื่อว่าเป็นสมรภูมิเพื่อทำการบวงสรวง มีการตั้งอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ของพระสุริโยทัยบนหลังช้างและพระราชินีได้เสด็จ มาเปิด

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรง เหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที5


6 มีนาคม 2538
พระเจ้าอยู่หัวทรุดพระองค์ขณะทรงออกกำลังกาย

ต้อง
เข้าโรงพยาบาลศิริราชด้วยอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ มีข่าวลือว่าอาจสิ้นพระชนม์ซึ่งเกินกว่าที่วังจะรับได้ เพราะไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นพระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไป ต้องทรงประทับในโรงพยาบาลหลายสัปดาห์หลังแพทย์ถวายการผ่าตัด แต่พระองค์ก็ยังทรงออกโทรทัศน์ทุกวัน เสด็จเยี่ยมพระราชชนนีและทรงมีรับสั่งเรื่องการจราจรต่อเจ้าหน้าที่ แสดงถึง พระอุตสาหะวิริยะ เหนือมนุษย์ของพระธรรมราชา ประชาชนราว 2,000 คนได้ร่วมการอธิษฐานหมู่ที่สนามหลวงเพื่อให้ทั้งสองพระองค์หายจากประชวร พระสังฆราชทรงนำพระ 999 รูป

สวดมนต์ถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว สามสัปดาห์หลังเสด็จออกจากโรงพยาบาลเสด็จออกโทรทัศน์พร้อมกับพระราชวงศ์ ทรงอธิบายความเจ็บป่วยและทรงพระดำเนินไปรอบๆห้องโถงใหญ่ครบเจ็ดรอบ เท่ากับหนึ่งกิโลเมตร ทรงอธิบายว่าการประชวรเป็นผลจากการติดเชื้อในปี
2525 จากการทรงพระโอสถมวน(สูบบุหรี่)ซึ่งทรงเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี 2530 และจากการเสวยน้ำจัณฑ์(ดื่มเหล้า)ซึ่งตอนนี้พระองค์ทรงหันมาเสวยน้ำจัณฑ์อย่างพอเพียง(คงไม่ได้เป็นแบบหัวราน้ำอย่างแต่ก่อน)

ซึ่งคนไทยไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ทรงอ้างว่าเป็นเพราะพระองค์ต้องทรงงานเป็นเวลาห้า

ถึงหกชั่วโมงในคราวเดียวโดยไม่มีการหยุดพัก พระองค์แทบไม่ได้ทรงออกกำลังกาย และทรงมีความเครียดสูงซึ่งหมายความว่าอาการประชวรของพระองค์เป็นเพราะทรงแบกรับภารกิจเพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของพสกนิกร ถือได้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอีกจนได้ แต่รับสั่งว่าแพทย์ประจำพระองค์ได้รับประกันกับพระองค์ว่าจะยังทรงมีพระชนมชีพอยู่ต่อไปได้อีก
25 ปี ซึ่งนานพอที่จะทำให้โครงการพระราชดำริต่างๆได้บรรลุเสร็จสิ้น


ส่วนพระราชชนนีกลับมีพระอาการทรุดลงและสิ้นพระชนม์ในวันที่
18 กรกฎาคม 2538

แต่การสิ้นพระชนม์ของพระราชชนนีกลับทำให้ทรงมีความสำคัญยิ่งกว่าตอนมีพระชนมชีพเสียอีก แม้จะทราบกันดีว่าพระราชชนนี ไม่ได้ทรงมีบทบาท ต่อประชาชนนัก ทรงประทับที่สวิตเซอร์แลนด์จนสิ้นปี
2530 และหลังจากเสด็จมาประทับเมืองไทยก็แทบจะไม่เคยเสด็จนอกพื้นที่ดอยตุงเลย แต่นิตยสารต่างๆก็ช่วยกันลงภาพพระราชชนนีปลูกไม้ดอกและเย็บปักถักร้อย และความคิดของพระองค์เรื่องพระพุทธศาสนา

ทางวังได้ถวายพระยศของพระราชชนนีเทียบชั้นสมเด็จพระนางเจ้าผู้สืบเชื้อสายมาจากพระราชสกุลร่วมประทับบนหิ้งของสถาบันเจ้า

พระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้มีการไว้ทุกข์พระบรมศพเป็นเวลา
100 วัน

ข้าราชการถูกขอให้แต่งดำไว้ทุกข์
15 วัน พระสังฆราชนำการทำบุญที่สนามหลวง พระสรีระของพระราชชนนีได้รับการสรงชำระตามแบบพราหมณ์ในพระบรมมหาราชวัง ในหลวงและพระราชินีทรงพรมน้ำมนต์ลงบนพระสรีระของพระราชชนนี และในหลวงทรงสวมชฎาบนพระเศียรของพระราชชนนี โกศประดับอัญมณีบรรจุพระบรมศพตั้งอยู่ในท้องพระโรงเพื่อรับการถวายความเคารพ พระโกศประดิษฐานภายใต้พระเศวตฉัตรเจ็ดชั้น อันสงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงสุด ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่มีเก้าชั้น

ทางวังได้จัดมหกรรมการสดุดีสรรเสริญพระเกียรติคุณอย่างเต็มที่

หน่วยงานราชการได้จัดงานรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สถานีตำรวจทุกแห่งถูกสั่งให้จัดพิธีทำบุญในวันครบเจ็ดวัน ห้าสิบวันและร้อยวัน ทางการตำรวจได้ถวายยศพลตำรวจเอกแด่พระราชชนนี ตำรวจตระเวนชายแดนเตรียมสร้างอนุสาวรีย์ของพระราชชนนีในค่าย ตชด
.ทุกแห่ง พระญาติพระวงศ์รับเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมพระศพในแต่ละวัน โดยรัฐบาลกระตุ้นกลุ่มอื่นๆช่วยผลัดกันเป็นเจ้าภาพในวันหลังๆ ต่อมาได้มีการขยายระยะเวลาการไว้ทุกข์ออกไปอีกโดยไม่มีกำหนด ทำให้หน่วยงานราชการ บริษัทหัางร้านและกลุ่มสมาคมต่างๆ ต้องผลัดกันมาเป็นเจ้าภาพ

โดยให้คนในสังกัดมานั่งร่วมพิธีเบื้องหน้าพระโกศ

พสกนิกรได้มีโอกาสเฝ้าชมพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีได้อย่างใกล้ชิดและยาวนาน ขณะทรงกำลังสวดมนต์หรืออาจเห็นในหลวงทรงคร่ำเคร่งกับการแก้ไขปัญหาจราจร งานพระบรมศพนี้ได้ดำเนินไปตลอดทั้งปีที่เหลือ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์รายงานว่าในวันที่
19 กรกฎาคม 2538 ก่อนพิธีรดน้ำศพ ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็มีฝนตกลงมา ราวกับจะบอกว่าเทพยดาฟ้าดินได้รับรู้การเสด็จจากไปของพระราชชนนีและร่วมทุกข์โศกกับประชาชนด้วย พระพิพิธธรรมสุนทรแห่งวัดสุทัศน์บอกว่าท่านได้ยินมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าอยู่หัวเองว่าห้าปีก่อนสิ้นพระชนม์ พระราชชนนีตรัสว่าทรงรู้สึกเหนื่อยและพร้อมจะจากโลกนี้ไป

ทำให้ในหลวงทรงหวนนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสต่อพระสาวก

ว่าพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานภายในสามเดือน พระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงขอนิมนต์ให้พระราชชนนีได้ทรงพระชนมชีพต่อไปเพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่พระโอรสพระธิดาและพสกนิกรชาวไทยต่อไป และสมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระมหากรุณาอุตส่าห์ดำรงพระชนมชีพต่อมาอีกเป็นเวลาตั้งห้าปี ในหลวงยังได้ทรงเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อพระราชชนนีสิ้นพระชนม์ ในหลวงกับเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาได้ทรงจับพระหัตถ์ของพระราชชนนีไว้ เมื่อพระองค์ทรงนึกถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทรงบอกกล่าวแก่พระราชชนนี เครื่องนั้นก็แสดงการเต้นของพระหทัยของพระราชชนนีอีกครั้งอย่างปาฏิหาริย์

เมื่อพระธิดาของเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาเข้ามาและจับพระหัตถ์ของพระราชชนนี

ปรากฏว่าชีพจรของพระนางก็กลับมาเต้นอีกครั้ง เข้าใจว่าพระราชชนนีกำลังทรงกล่าวคำอำลาเป็นเรื่องปาฏิหารย์ประเภทผีสางที่พระพิพิธธรรมสุนทรอ้างว่าในหลวงทรงเล่าให้ท่านฟัง อาจจะเป็นการสดุดีว่าพระราชชนนีมิใช่คนธรรมดาสามัญ แม้สิ้นลมก็ยังทรงแสดงปาฏิหารย์ได้


วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรงเหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที4


นายทุนใหม่ พันธมิตรใหม่ของวัง


ความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจได้ทำให้มีนายทุนใหม่ๆที่มาจากสามัญชน กษัตริย์ในอดีตมักจะทรงสร้างความผูกพันธ์ความจงรักภักดีกับบรรดามหาเศรษฐีโดยใช้การแต่งงานและการลงทุนร่วมกัน แต่รัชกาลที่
9 ทรงขาดแคลนพระโอรสและพระธิดา วังจึงต้องสร้างพันธมิตรกับพวกเศรษฐีใหม่ โดยการส่งตัวแทนเข้าไปร่วมบริหาร เช่น มหาเศรษฐีใหม่สองคนคือ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมา และนายธนินทร์ เจียรวนนท์แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีที่มีทั้งธุรกิจการเกษตร


การค้าปลีกและธุรกิจโทรคมนาคม มหาเศรษฐีทั้งทั้งสองคนจ่ายเงินให้นักการเมือง

นายทหารและข้าราชการ สร้างความร่ำรวยหลายหมื่นล้านบาท ได้เชิญตัวแทนของพระเจ้าอยู่หัวเข้าไปเป็นผู้บริหารเพื่อแสดงว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน คือ พลเอกเปรม และพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลาเป็นกรรมการของบริษัทในเครือซีพี มีเงินเดือนสูง พลเอกเปรมเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของเครือโรงแรมอิมพีเรียลหรือ พลาซ่าเอทินี ของเสี่ยเจริญ มรว.สฤษดิคุณ กิติยากรลูกพี่ลูกน้องของพระราชินีก็ได้เป็นประธานบริหารโรงแรม มรว. อดุลกิติ์ กิติยากรพี่ชายของพระราชินีและเป็นองคมนตรีได้เป็นประธานบริษัทเบียร์ช้างที่ตั้งขึ้นใหม่ เสี่ยเจริญกับภรรยาคือคุณวรรณาได้รับเครื่องราชฯชั้นสูงได้เป็นคุณหญิงในช่วงนั้นเอง


เสี่ยเจริญเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารมหานคร
First Bangkok City Bank สำนักงานทรัพย์สินได้รับอนุญาตให้ซื้อหุ้นคราวเดียวถึง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2539

วังได้สร้างสายสัมพันธ์กับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยให้พลเอกเปรมซึ่งเป็นตัวแทนพระเจ้าอยู่หัวไปเป็นประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัทกฤษดามหานครที่ทำหมู่บ้านจัดสรรค์ เป็นประธานสายการบินพีบีแอร์ ที่ก่อตั้งโดยดร. ปิยะ ภิรมย์ภักดี ประธานบริหาร บริษัทบุญรอด บริวเวอรี่เจ้าของเบียร์สิงห์ โดยมีองคมนตรีอื่นๆนั่งเป็นกรรมการตามบริษัทต่างๆ ซึ่งมีรายได้ดี และทำให้มีความอุ่นใจได้ว่าธุรกิจพวกนั้นจะต้องเชื่อฟังวังและสนับสนุนพระราชกรณียกิจของวังอย่างเต็มที่ตลอดไป


สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ระดมเอาบรรดามหาเศรษฐีใหม่เข้าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

ด้วยเงินทุนมากมายและที่ดินอีกมหาศาลที่มีอยู่ รวมทั้งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ของสำนักงานทรัพย์สินฯเข้ามาร่วมด้วย โครงการต่างๆ เช่น โรงแรมหรูย่านราชประสงค์ เพรสิเด้นท์โกลเด้นแลนด์กรุ๊ป
President-Golden Land group ของครอบครัวศรีวิกรม์ ร่วมกับนายปิ่น จักกะพาก พ่อมดทางการเงินแห่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนกิจ Finance One จับมือกับเครือแสนสิริพร็อพเพอร์ตี้กรุ๊ปทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรค์ของตระกูลล่ำซำกับจูตระกูล นายอนันต์ อัศวโภคินเจ้าของบริษัทค้าบ้านและที่ดินแลนด์แอนด์เฮ้าส์ลงทุนกับสยามสินธรซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และสำนักงานทรัพย์สิน

มีการลงทุนในธุรกิจด้านการศึกษาโดยสถาบันการศึกษาเอกชนร่วมกับโรงเรียน

ที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศ เช่น โรงเรียนมัธยมแฮโรว์
Harrow ของอังกฤษ วิทยาลัยดัลวิค Dulwich College ของลอนดอน และ โรงเรียนภาษาจีลอง Geelong Grammar School ที่ดอยตุง โรงเรียนเหล่านี้เป็นทั้งธุรกิจที่จะสร้างผลกำไรและเป็นหลักประกันว่าลูกหลานของพวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการอบรมสั่งสอนในกรอบความคิดของวังและมีความยึดมั่นจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์จักรี

มีการโหมโฆษณาสถาบันพระมหากษัตริย์ทางสื่อมวลชนอย่างมโหฬารตลอดเวลา

โดยใช้เงินหลายพันล้านบาทยกย่องสรรเสริญสดุดีราชวงศ์จักรี ให้เข้ากับบรรยากาศของสื่อยุคใหม่ โดยใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์ที่นำโดยนายปีย์ มาลากุล เจ้าของบริษัทแปซิฟิค คอมมิวนิเคชั่นมีเดียกรุ๊ป
Pacific Communications media groupที่ผลิตนิตยสารดิฉัน ของผู้หญิงชั้นนำ

รวมทั้งสถานีวิทยุข่าวสารจราจร จส
.100 และผลิตรายการให้สถานีโทรทัศน์โดยเฉพาะช่อง 5 ของทหาร ซึ่งมีพล..แป้ง มาลากุล น้องชายของนายปีย์เป็นผู้อำนวยการสถานีช่วงปี 2538-2542 โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานและมีเงินสนับสนุนมากมายจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและการบินไทยรวมทั้งพวกคลั่งเจ้ารุ่นใหม่ เช่น อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ที่เป็นโฆษกบรรยายงานพระราชพิธีต่างๆ

ทีมงานของวังได้ปรับโฉมงานสดุดีพระมหากษัตริย์ให้โดดเด่นด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัยขึ้นให้เป็นภาพที่มีสีสันแบบฮอลลีวูดพร้อมดนตรีที่หรูหราทันสมัยกว่าเดิม

ภาพยนตร์สารคดีพระราชกรณียกิจถูกนำออกอากาศเป็นชุดทางโทรทัศน์ ภาพยนต์การทรงดนตรีขององค์คีตะราชันเข้าฉายในโรงภาพยนต์และเกณฑ์ให้เด็กนักเรียนมาดูกันเป็นคันรถบัส ให้พวกศิลปินเรียบเรียงเสียงประสานระดมกันปรับแต่งเพลงพระราชนิพนธ์ให้เป็นงานออเคสตราที่ยิ่งใหญ่อลังการ มีการจัดการแสดงละครหลากหลายรูปแบบเทิดพระเกียรติพระราชวงศ์ อาจารย์ธงทองบรรจงแต่งละครเรื่องแผ่นดินนี้มีกำลัง แสดงโดยกองทัพเรือ เทิดทูนกษัตริย์ยุคต้นรัตนโกสินทร์

การผลิตสื่อเพื่อโฆษณาสถาบันพระมหากษัตริย์นี้ต้องใช้เงินมหาศาล นอกจากใช้งบประมาณของรัฐบาลแล้ว บริษัทใหญ่ๆของพวกเศรษฐีใหม่ที่เพิ่งเข้าไปใกล้ชิดรั้ววังก็เต็มใจที่จะจ่ายให้ คีตะราชันที่รวบรวมศิลปินชั้นนำทั่วประเทศได้ทำเป็นอัลบั้มสองชุดมีการจัดคอนเสิร์ตหารายได้ทูลเกล้าถวายฯโดยได้เงินสนับสนุนจากเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี

บริษัทสหศินิม่าUnited Cinemaของสำนักงานทรัพย์สินผู้ผลิตภาพยนต์และเป็นเจ้าของโรงภาพยนต์

ได้ซื้อสำนักพิมพ์สยามเพรสและร่วมธุรกิจกับสื่อใหญ่อื่นๆ ซื้อกิจการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่เคยเป็นของมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี
2537 ในช่วงเดียวกันได้เปิดหนังสือพิมพ์การเงินชื่อ สื่อธุรกิจ กับหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษชื่อบิวสิเนสเดย์ Business Day หม่อมหลวงตรีทศยุทธ เทวกุล(ลูกชายคนโตของมรว.เทพฤทธิ์ เทวกุลผู้เป็นเจ้าของโครงการควายเหล็กและฝนเทียม) ลูกน้องใกล้ชิดของพลเอกเปรมได้ซื้อหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ โดยนายปีย์ มาลากุลมารับช่วงต่อ


วังได้ลงทุนอย่างเปิดเผยในกิจการโทรทัศน์โดยชนะการประมูลไอทีวี ได้รับใบอนุญาตในเดือนเมษายน
2538 สมัยรัฐบาลนายชวน

จากกลุ่มที่นำโดยธนาคารไทยพาณิชย์และสำนักงานทรัพย์สิน พร้อมด้วยบริษัทแปซิฟิคคอมมิวนิเคชั่น ของนายปีย์และเครือเนชัน โดยวังได้วางเส้นสายเข้าควบคุมทั้งระบบ รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการ อสมท.ชุดใหม่โดยรัฐบาลนายบรรหารในเดือนพฤษภาคม
2539 ที่ดูแลสถานีโทรทัศน์สองแห่งกับคลื่นวิทยุอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสำนักข่าวของรัฐบาล โดยมีประธานคือพล..มงคล อัมพรพิสิษฐ์ ลูกน้องเก่าของพลเอกเปรม และมีกรรมการอีกคนหนึ่งคือ นายธงทอง จันทรางศุ

ผลงานชิ้นเอกของการโฆษณา คือการเฉลิมฉลองที่ยาวนานถึง 24เดือน

ในวโรกาสครองราชย์
50 ปีในปี 2539 เพิ่มความยิ่งใหญ่มโหฬารของกิจกรรมต่างๆ ส่งเสริมพระบารมีให้สูงขึ้นไปอีก ระดมทำกันตั้งแต่งานกิจกรรมจำนวนมากที่ไม่ต้องวางแผนไว้ก่อน ครั้งแรกเมื่อพระราชชนนีเสด็จเข้ารักษาอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราชในเดือนธันวาคม 2537

พระราชชนนีทรงมีปัญหาที่พระหทัยและพระนาภี(หัวใจและท้องไส้)ไม่มากนัก แต่ในวัย 94 ชันษาก็ถือว่าวางใจไม่ได้ องค์กรทั้งเอกชนและรัฐบาลต่างจัดการสวดมนต์และทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล