วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรง เหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที7

นักโฆษณาสถาบันกษัตริย์


นักสดุดีพระมหากษัตริย์รายแรกเป็นผู้ดูแลโครงการส่วนพระองค์คือ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้พูดสดุดีพระราชกรณียกิจในการพัฒนาชนบท ความเพียรพยายาม เสียสละอุทิศพระองค์เอาชนะความยากจน

ในหนังสือเล่มใหญ่ชื่อ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช
:ประทีปนำทางของประเทศไทย King Bhumibol Adulyadej : Thailand’s Guiding Light พิมพ์ในวาระพระราชพิธีกาญจนาภิเษก 2539 บรรยายว่าในหลวงทรงตรากตรำทำงานหนักเพื่อเอาชนะ พลังความโลภที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างนายทุน นักการเมืองและข้าราชการ


มีบทเทิดพระเกียรติให้ทรงเป็นนักสิ่งแวดล้อมมีพระปรีชาสามารถในการ


ที่ทรงสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทรงมีประสิทธิภาพในการทรงงานมากกว่าระบบราชการ เพราะทรงมองปัญหาทั้งระบบ ความผาสุกของประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นตัวชี้วัด ทรงเสนอแนวทางแก้ไขไว้นานแล้วแต่ว่าไม่มีใครสนใจ ประชาพิจารณ์ก็ไม่จำเป็นเพราะทรงทำประชาพิจารณ์มา
30 ปีแล้ว จากการเสด็จเยี่ยมพสกนิกรทั่วประเทศ เท่ากับมีการปรึกษาหารืออย่างมาก่อนแล้ว จึงเป็นเหตุผลรองรับการสร้างเขื่อนป่าสักและเขื่อนท่าด่าน ทรงใช้เวลาหลายชั่วโมงหลายครั้งพูดคุยกับชาวบ้าน จึงเป็นประชาพิจารณ์ที่บริสุทธิ์ เป็นธรรมชาติ คือประชาธิปไตยที่แท้จริง


นายอานันท์ ปันยารชุน


ได้ย้ำว่าพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีรัชกาลที่
9 ทรงรักษาประเทศและสร้างความเจริญ โดยเสด็จไปทั่วประเทศทำความรู้จักพระราชอาณาจักรและพสกนิกรของพระองค์ ทรงเป็นนักอ่านแผนที่ตัวฉกาจ หลังจากเสด็จเยือนต่างประเทศ ก็ได้ทรงชี้แจงให้รัฐบาลเริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกปี 2504 ขึ้นมา

(ซึ่งที่จริงได้ร่างขึ้นตามการชี้นำของ ธนาคารโลกกับที่ปรึกษาจากสหรัฐฯ ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก) ทรงมีวินัยในพระองค์เองอย่างเข้มงวด ตอนที่พระองค์ผนวช ได้ทรงศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้ง เข้าใจความจริงของชีวิต ทรงไม่มีอัตตา ทรงไม่หลงตัวเองทรงปล่อยวางไม่ยึดติดโดยสิ้นเชิง ทำเพื่อประโยชน์ของชุมชน
และส่วนรวมเท่านั้น

อาจมีแต่จักรพรรดิญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับการเทิดทูนจากประชาชนมากกว่านี้

แต่จักรพรรดิญี่ปุ่นประทับอยู่แต่ในวัง ต่างจากพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงใกล้ชิดกับประชาชนของพระองค์ ถึงแม้จะไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ คนก็ยังรู้ว่าเรามีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นที่รักของคนทั้งชาติ ทรงเป็นของแท้ที่ไม่มีวันผิดพลาด จากประสบการณ์ทางการเมืองที่มีต่อเนื่องยาวนานทำให้ทรงต้องเข้ามาแทรกแซงการเมืองบ่อยครั้ง

เพราะทรงรับรู้ข้อมูลเป็นอย่างดีและทรงใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ ในฐานะกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ อำนาจถูกถวายให้เป็นของพระมหากษัตริย์ด้วยเจตจำนงของประชาชน การแทรกแซงของในหลวงภูมิพล
เกิดจากการร้องขอจากประชาชน โดยทรงทราบจังหวะเวลาเหมาะสมและประเทศชาติไม่สามารถทนต่อสถานการณ์ได้อีกต่อไป แล้วพระองค์ก็จะ ทรงลงมา แก้วิกฤตทั้งหมด

สิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ สาธารณชนก็ได้เห็นโดยทั่วกัน

แม้ไม่ได้เป็นการตรวจสอบในทางกฎหมาย แต่เป็นความโปร่งใส (คงเป็นความโปร่งใสที่ตรวจสอบไม่ได้และห้ามตรวจสอบโดยเด็ดขาด)พระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงปฏิบัติพระภารกิจมายาวนานที่สุด ทรงเป็นนักการเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุด รัฐบาลมาแล้วก็ไป ผบ.ทบ. มาแล้วก็ไป กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในวิสัยปกติของพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากพระองค์ได้ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจเหล่านี้เพื่อประโยชน์อันยั่งยืนของประชาชนไทย
.. คนไทยทั่วไปจึงเต็มใจมอบความเชื่อมั่นต่อพระองค์อย่างที่ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ของเราหรือของทั้งโลกทรงเคยได้รับมาก่อน..

ทรงเป็นเหมือนไฟส่องนำทางสำหรับประชาชนในความมืด


ส่วนนักอธิบายความรายที่สามก็คือพระเจ้าอยู่หัวเอง ทรงมีคำอธิบายยุคสมัยรัชกาลของพระองค์หลายครั้งที่แตกต่างกันสำหรับกลุ่มผู้ฟังที่ต่างกัน พระนิพนธ์แปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ
A Man Called Intrepid ของวิลเลียมสตีเวนสัน William Stevensonนักข่าวกรองชาวแคนาดาที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของฝ่ายพันธมิตร อ้างว่าเป็นเรื่องจริงที่เขียนยกย่องตนเองเป็นวีรบุรุษที่เสี่ยงชีวิตปฏิบัติราชการลับเพื่อประเทศชาติช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเรื่องที่ เกินจริงและคลาดเคลื่อน มาก แต่ในหลวงก็ทรงแปลเพราะมีพระประสงค์ให้ผู้อ่านมองคนที่ทำงานหนักโดยไม่หวังผลตอบแทนเหมือนที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติ

ทรงเล่าว่าประธานาธิบดีรูสเวลท์
Roosevelt ของวอชิงตัน

กับนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลและพระเจ้าจอร์จที่หกของลอนดอน ต้องแอบปราบพวกนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่ต่อต้านการลุกขึ้นต่อสู้กับพวกนาซี นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลขาดอำนาจจากสภาจึงต้องอาศัยอำนาจจากกษัตริย์ ซึ่งเป็นอำนาจที่สูงกว่าที่เข้ามาแทรกแซงได้ในช่วงที่เกิดวิกฤต จึงมีการจัดสรรงบประมาณให้วังนำมาใช้สนับสนุนผู้ทำราชการลับเพื่อปกป้องชาติแบบลับๆ

โดยกษัตริย์ต้องเก็บให้เป็นความลับจากประชาชน และต้องมีผู้นำพิเศษที่สูงกว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่เสียสละอุทิศตนเมื่อเกิดปัญหาทางการเมือง โดยอ้างการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองและสืบราชการลับของอังกฤษที่ต้องได้รับการเห็นชอบจากกษัตริย์ ระบบพิเศษของอังกฤษนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำคัญของกษัตริย์ต่อความมั่นคงของชาติ พระราชนิพนธ์งานแปลนี้ได้รับการตีพิมพ์ในปี
2536 ถึง 100,000 เล่ม เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยในเวลานั้น

พระราชนิพนธ์แปลเรื่อง ติโตของ ฟิลลิส ออตี้ Phyllis Auty

เป็นประวัติของ ติโต หรือ โยชิบ โบรช
(Josif Broz) ผู้นำที่ต่อสู้กอบกู้ยูโกสลาเวีย ให้พ้นวิกฤตการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดี มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทั้งๆที่ท่านเป็นคอมมิวนิสต์และเป็นผู้ล้มเลิกระบอบกษัตริย์ ปีถัดมาทรงโปรดฯให้มีการพิมพ์งานแปลเรื่อง ติโต เพราะทรงเห็นว่าติโตทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อความเจริญ สันติภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ทรงชื่นชมติโตที่รักษาความเป็นปึกแผ่นและเอกราชของประเทศเป็นเวลาถึง 35 ปี


วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรง เหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที6

ทางวังได้โหมการโฆษณาการรำลึกถึงพระราชชนนี

อย่างชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นเวลาหลายเดือนทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ ในงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาเดือนธันวาคมปีนั้น ทรงตรัสว่าคนไทยมองเห็นพระมหากรุณาธิคุณของพระราชชนนีที่ได้ทรงสร้างสมไว้มากทำให้ราชอาณาจักรไทยยังคงความสงบสันติสุขไว้ได้ ทรงตรัสว่า เมื่อพระชนนีสิ้นพระชนม์ ก็ได้เห็นความรักความนับถือที่คนทั้งชาติมีต่อพระชนนี ก็ปลื้มใจ ปลื้มใจว่ามีคนที่คนรักที่ถือว่าท่านเป็นสมเด็จย่า

ซึ่งก็แปลกดีเหมือนกัน ถ้าใครต่อใครเรียกว่าสมเด็จย่า

คนที่เรียกสมเด็จย่าก็เป็นหลานๆ ของเรา เป็นหลานเพราะว่าท่านเป็นแม่ และท่านเป็นย่าของคนทั่วๆ ไป และเป็นสมเด็จย่าของลูกๆ ที่อยู่ข้างหลังนี้ ฉะนั้นเราก็เป็นญาติกันทั้งหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็รู้สึกว่า มีความอาลัย และทำให้ประชาชนทั้งชาติได้มีโอกาสแสดงเป็นประโยชน์จะว่าครั้งสุดท้ายของท่าน ที่จริงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะท่านยังเป็นประโยชน์ต่อไปชั่วกาลนิรันดร์ แต่ว่าเป็นประโยชน์เพราะว่าชาวต่างประเทศ ทุกชาติทุกภาษา เมื่อมาเห็นว่าเมืองไทยมีเหตุการณ์เช่นนี้แบบนี้ และการแสดง คารวะบุคคลที่ควรคารวะ

ต่างประเทศแม้จะไม่ชอบเมืองไทยเขาก็ต้องชอบ เขาจะต้องบอกว่าเมืองไทยนี้มีอะไรแปลก และเมืองไทยนี้แปลกจริงๆ ที่มีสภาพอย่างนี้


ก็คงแปลกจริงๆอย่างที่พระองค์มีพระราชดำรัสและก็คงไม่มีชนชาติใดที่จะเข้าใจความแปลกประหลาดของพสกนิกรที่พระองค์ทรงภูมิใจเป็นนักเป็นหนานี้ได้ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระราชชนนี มีขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม 2539 ตามฤกษ์ที่นักดาราศาสตร์ของวังได้บอกว่าดาวหางยาคูเตคHyakutake จะปรากฏให้เห็นในหมูดาวราศีตุลย์ อันเป็นราศีเกิดของพระราชชนนี

กรมการศาสนาได้รวบรวมคนมาบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลได้ 34,604 คน เท่ากับจำนวนวันที่พระราชชนนีทรงมีพระชนมชีพ ทางวังกับรัฐบาลได้ออกแผนพับยืดยาวอธิบายความหมายในเชิงจักรวาลของเครื่องแบบ การประดับประดา การจัดวางตำแหน่งและการเคลื่อนขบวนต่างๆ สื่อวิทยุและโทรทัศน์ได้ร่วมกันถ่ายทอดสดตลอดงานพระราชพิธี โดยมีอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นผู้บรรยายด้วยสุ้มเสียงอันแผ่วเบา ไม่มีสื่อใดได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ยกเว้นโทรทัศน์บีบีซีซึ่งได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำสารคดีที่หวังว่าจะช่วยเชิดชูพระราชชนนีให้เป็นที่ศรัธทาไปทั่วโลก

ทรงโปรดเกล้าฯให้เลื่อนพระยศเป็นระดับสมเด็จพระบรมราชชนนีโดยโปรดให้บรรจุพระอังคาร(เถ้ากระดูก)ไว้ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทอันเป็นที่สงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงสุดเท่านั้น

ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการระดมทุนหาเงินเงินบริจาคในช่วงแปดเดือนไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท เพื่อสร้างโรงพยาบาลในพระนามสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รัฐบาลผลิตเหรียญกษาปณ์ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระราชชนนี เพื่อระดมทุนตามเป้าไม่ต่ำ 1
60 ล้านบาท ในวันพระราชทานเพลิงพระศพ กล่องบริจาคที่วางรอบสนามหลวงเก็บเงินได้ถึงกว่าสี่ล้านบาท กระทรวงศึกษายังระดมเงินบริจาคได้เพิ่มขึ้นอีกโดยไม่มีการรายงานยอดบริจาคเพียงแต่บอกว่าจะนำไปสร้างอนุสาวรีย์ถวายแด่พระราชชนนีทั่วประเทศ ตลอดสองสามปีถัดมา ได้มีการผลิตหนังสือ สารคดี ซีดีรอม และ เทปเทิดพระเกียรติออกจำหน่ายและจัดนิทรรศการ

หลังจากการโฆษณาปลุกเสกพระเกียรติยศพระเกียรติคุณของสมเด็จพระราชชนนีเสร็จสิ้นลง

ทางวังก็รีบขยับเข้าสู่การเฉลิมฉลองการเสด็จครองราชสมบัติครบ
50 พรรษาอย่างรวดเร็วทันที แทบทุกพระราชพิธีและกิจกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง24 เดือนต่อมาล้วนแล้วแต่เป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวาระเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษก ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ทรงรับหน้าที่ดูแลโครงการสกัดหินเพื่อสร้างพระพุทธรูปขนาดมหึมาที่หน้าผาเขาชีจัน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีโดยใช้แสงเลเซอร์ ฟ้าหญิงสิรินธรเสด็จเป็นประธานในการประชุมนานาชาติเรื่องหญู้าแฝกในพระบรมราชูปถัมถ์โดยที่วังมักอ้างว่าในหลวงทรงเป็นผู้ค้นพบว่าหญ้าแฝกเป็นประโยชน์ในการรักษาหน้าดิน

พระสังฆราชญาณสังวรทรงดูแลโครงการปลูกต้นโพธิ์ในวัดทั่วประเทศ
30,000 แห่ง

มีการทุ่มเงินมหาศาลทั้งจากงบประมาณและจากภาคธุรกิจ โดยไม่มีความโปร่งใสแต่อย่างใด นักธุรกิจต้องจ่ายเงินของบริษัทเพื่อแสดงความจงรักภักดี วุฒิสมาชิกถูกหักเงินเดือนๆ ละ
500 บาท รวมเป็นเงิน 8 ล้าน 7 แสนบาทสำหรับการเฉลิมฉลองพระราชพิธีกาญจนาภิเษกและร่วมเสด็จพระราชกุศล นายกบรรหารได้ระดมเงิน 999 ล้านบาทสำหรับโครงการควบคุมน้ำท่วมในพระราชดำริโดยยืมเงินก้อนใหญ่มาจากธนาคารกรุงไทยที่เป็นของรัฐบาล จากภาวะเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูตอนต้นปี 2539 ทำให้มีนักธุรกิจใหญ่ทยอยถวาย เครื่องบรรณาการ อย่างมากมายมหาศาล พ่อค้าเพชรพลอยชื่อดังรายหนึ่งได้นำบุษราคัมสีน้ำเงินขนาดยักษ์น้ำหนัก 6.3 กิโลกรัมมาเจียรนัย 950 ด้าน (หมายถึง รัชกาลที่ 9 ปีที่50)

ถวายพระเจ้าอยู่หัว กองทัพไทยใช้งบของรัฐบาลสร้างคทาที่ทำจากทองคำหนัก
700 กรัมกับเพชรพลอย 518 เม็ดถวายในหลวง ของขวัญที่อลังการมูลค่าสูงสุดจากนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่รวยที่สุด

นำโดยนายชาตรี โสภณพานิชแห่งธนาคากรุงเทพ และอำนวยการโดยพลเอกเปรม ได้ ซื้อเพชรก้อนใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่เปิดเผยราคา หนัก 54
6 กะรัตจากอัฟริกาใต้ ใหญ่กว่าเพชรคุลลินัน Cullinan Star of Africa ของราชินีอังกฤษที่หนัก 530.2 กะรัต หรือ106 กรัม โดยได้นำเพชรนี้ไปเข้าพิธีปลุกเสกโดย พระสังฆราช จุฬาราชมนตรี และสันตปาปา จอห์น ปอลที่สองแห่งกรุงโรม
มีการใช้งบประมาณและเงินบริจาคราวสอง ร้อยล้านบาทในการจัดทำเสื้อคลุมทองคำประดับอัญมณีชุดใหม่ให้พระแก้วมรกต ในปี 2539 รัฐบาลได้ถวายพระยานาคทองคำประดับอัญมณีหนัก 2.5 กิโลกรัมแด่พระเจ้าอยู่หัว พร้อมถวายพระราชสมัญญาให้ทรงเป็น พระบิดาแห่งการจัดการ

ทรัพยากร น้ำ มีการจัดพิมพ์หนังสือโฆษณาความสำเร็จของโครงการพระราชดำริเรื่องน้ำหลายพัน เล่มโดยแจกจ่ายไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ

โทรทัศน์เต็มไปด้วยสารคดี ทอล์คโชว์ และแม้กระทั่งเกมโชว์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
วัน ที่ 7 มิถุนายน 2539 สถานี โทรทัศน์และวิทยุทุกสถานีได้ถ่ายทอดงานระดมทุนโครงการในพระราชดำริ นายกบรรหารกับคุณหญิงแจ่มใสประเดิมบริจาคก่อน 10 ล้าน บาท ใน เช้าวันที่ 9 มิถุนายน ช้างแต่งเต็มยศ 25 เชือกบรรทุกคน 50 คนมายังวัด หลวงแห่งหนึ่งเพื่อบวชถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว ในค่ำวันนั้น ก่อนที่จะมีการจุดพลุดอกไม้ไฟ ได้มีการจุดเทียนหนึ่งล้านเล่มที่ปลุกเสกโดยพระสังฆราชโดยถูกจุดพร้อมกันใน ฤกษ์ยามเวลา 19.19 น.

วัง ยังคงโหมการโฆษณาสร้างบารมีตามกำหนดการที่เต็มแน่นด้วยงานการกุศล

การเยี่ยมชนบท งานกาล่าดินเนอร์
Gala Dinner (การ รับประทานอาหารค่ำที่มีการแสดงพิเศษ) การเสด็จประพาส มีงานบอลล์(งานรื่นเริงที่มีการเต้นรำ) นัก เรียนหญิงนับพันถูกเกณฑ์มาที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อนั่งสมาธิหมู่ถวายเป็น พระราชกุศล โดยแต่งชุดขาวเหมือนแม่ชีและถือเทียน มีการจัดสร้างพระเครื่องในพระนามพระราชินีจำหน่ายเพื่อเก็บเงินถวายใน งานวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินีปี 2535 บรรดาเศรษฐี ใต้พระบรมโพธิสมภาร เช่น นายบรรยงค์ ล่ำซำแห่งธนาคารกสิกรไทย นายประยุทธ มหากิจศิริ(เจ้า ของเนสกาแฟและโรงงานเหล็กสเตนเลส)

เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์และพตท.ทักษิณ ชินวัตร

ได้ร่วมกันบริจาคเงินสร้างตึกสิริกิติ์หรือตึก ส.ก.ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โดยตั้งตระหง่านทัดเทียมตึกภปร
. สยามสมาคมได้ระดมเงินบริจาคสามสิบล้านบาท สร้างพระพุทธบาทขนาดใหญ่ทำจากทองคำหนัก 30 กิโลกรัมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ประดิษฐานไว้ที่วัดพระแก้ว พระราชินีมีพระประสงค์ให้เป็นที่รู้กันว่าพระองค์คือสมเด็จพระสุริโยทัยที่ กลับชาติมาเกิด โดยที่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเออออไม่อยากขัดคอพระราชินี โครงการอ่างเก็บน้ำและป้องกันน้ำท่วมที่อยุธยาจึงได้รับพระราชทานนามว่าสวน ศรีสุริโยทัยและได้พระราชทานสวนแห่งนี้แด่พระราชินี

ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชินี
60 ชันษา

กองทัพจัดแสดงละครพระศรีสุริโยทัยด้วยแสงสีเสียงมโหฬารถวายพระราชินี สิริกิติ์ที่จังหวัดอยุธยา รัฐบาลสร้างพระพุทธรูปสุริโยทัย ค่ายทหารแห่งใหม่ที่หัวหินก็ใช้ชื่อเดียวกัน ตำนานสมเด็จพระศรีสุริโยทัยได้รับการเผยแพร่ทั่วไป พระราชินีเสด็จเยือนบริเวณที่เชื่อว่าเป็นสมรภูมิเพื่อทำการบวงสรวง มีการตั้งอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ของพระสุริโยทัยบนหลังช้างและพระราชินีได้เสด็จ มาเปิด

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรง เหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที5


6 มีนาคม 2538
พระเจ้าอยู่หัวทรุดพระองค์ขณะทรงออกกำลังกาย

ต้อง
เข้าโรงพยาบาลศิริราชด้วยอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ มีข่าวลือว่าอาจสิ้นพระชนม์ซึ่งเกินกว่าที่วังจะรับได้ เพราะไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นพระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไป ต้องทรงประทับในโรงพยาบาลหลายสัปดาห์หลังแพทย์ถวายการผ่าตัด แต่พระองค์ก็ยังทรงออกโทรทัศน์ทุกวัน เสด็จเยี่ยมพระราชชนนีและทรงมีรับสั่งเรื่องการจราจรต่อเจ้าหน้าที่ แสดงถึง พระอุตสาหะวิริยะ เหนือมนุษย์ของพระธรรมราชา ประชาชนราว 2,000 คนได้ร่วมการอธิษฐานหมู่ที่สนามหลวงเพื่อให้ทั้งสองพระองค์หายจากประชวร พระสังฆราชทรงนำพระ 999 รูป

สวดมนต์ถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว สามสัปดาห์หลังเสด็จออกจากโรงพยาบาลเสด็จออกโทรทัศน์พร้อมกับพระราชวงศ์ ทรงอธิบายความเจ็บป่วยและทรงพระดำเนินไปรอบๆห้องโถงใหญ่ครบเจ็ดรอบ เท่ากับหนึ่งกิโลเมตร ทรงอธิบายว่าการประชวรเป็นผลจากการติดเชื้อในปี
2525 จากการทรงพระโอสถมวน(สูบบุหรี่)ซึ่งทรงเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี 2530 และจากการเสวยน้ำจัณฑ์(ดื่มเหล้า)ซึ่งตอนนี้พระองค์ทรงหันมาเสวยน้ำจัณฑ์อย่างพอเพียง(คงไม่ได้เป็นแบบหัวราน้ำอย่างแต่ก่อน)

ซึ่งคนไทยไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ทรงอ้างว่าเป็นเพราะพระองค์ต้องทรงงานเป็นเวลาห้า

ถึงหกชั่วโมงในคราวเดียวโดยไม่มีการหยุดพัก พระองค์แทบไม่ได้ทรงออกกำลังกาย และทรงมีความเครียดสูงซึ่งหมายความว่าอาการประชวรของพระองค์เป็นเพราะทรงแบกรับภารกิจเพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของพสกนิกร ถือได้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอีกจนได้ แต่รับสั่งว่าแพทย์ประจำพระองค์ได้รับประกันกับพระองค์ว่าจะยังทรงมีพระชนมชีพอยู่ต่อไปได้อีก
25 ปี ซึ่งนานพอที่จะทำให้โครงการพระราชดำริต่างๆได้บรรลุเสร็จสิ้น


ส่วนพระราชชนนีกลับมีพระอาการทรุดลงและสิ้นพระชนม์ในวันที่
18 กรกฎาคม 2538

แต่การสิ้นพระชนม์ของพระราชชนนีกลับทำให้ทรงมีความสำคัญยิ่งกว่าตอนมีพระชนมชีพเสียอีก แม้จะทราบกันดีว่าพระราชชนนี ไม่ได้ทรงมีบทบาท ต่อประชาชนนัก ทรงประทับที่สวิตเซอร์แลนด์จนสิ้นปี
2530 และหลังจากเสด็จมาประทับเมืองไทยก็แทบจะไม่เคยเสด็จนอกพื้นที่ดอยตุงเลย แต่นิตยสารต่างๆก็ช่วยกันลงภาพพระราชชนนีปลูกไม้ดอกและเย็บปักถักร้อย และความคิดของพระองค์เรื่องพระพุทธศาสนา

ทางวังได้ถวายพระยศของพระราชชนนีเทียบชั้นสมเด็จพระนางเจ้าผู้สืบเชื้อสายมาจากพระราชสกุลร่วมประทับบนหิ้งของสถาบันเจ้า

พระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้มีการไว้ทุกข์พระบรมศพเป็นเวลา
100 วัน

ข้าราชการถูกขอให้แต่งดำไว้ทุกข์
15 วัน พระสังฆราชนำการทำบุญที่สนามหลวง พระสรีระของพระราชชนนีได้รับการสรงชำระตามแบบพราหมณ์ในพระบรมมหาราชวัง ในหลวงและพระราชินีทรงพรมน้ำมนต์ลงบนพระสรีระของพระราชชนนี และในหลวงทรงสวมชฎาบนพระเศียรของพระราชชนนี โกศประดับอัญมณีบรรจุพระบรมศพตั้งอยู่ในท้องพระโรงเพื่อรับการถวายความเคารพ พระโกศประดิษฐานภายใต้พระเศวตฉัตรเจ็ดชั้น อันสงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงสุด ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่มีเก้าชั้น

ทางวังได้จัดมหกรรมการสดุดีสรรเสริญพระเกียรติคุณอย่างเต็มที่

หน่วยงานราชการได้จัดงานรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สถานีตำรวจทุกแห่งถูกสั่งให้จัดพิธีทำบุญในวันครบเจ็ดวัน ห้าสิบวันและร้อยวัน ทางการตำรวจได้ถวายยศพลตำรวจเอกแด่พระราชชนนี ตำรวจตระเวนชายแดนเตรียมสร้างอนุสาวรีย์ของพระราชชนนีในค่าย ตชด
.ทุกแห่ง พระญาติพระวงศ์รับเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมพระศพในแต่ละวัน โดยรัฐบาลกระตุ้นกลุ่มอื่นๆช่วยผลัดกันเป็นเจ้าภาพในวันหลังๆ ต่อมาได้มีการขยายระยะเวลาการไว้ทุกข์ออกไปอีกโดยไม่มีกำหนด ทำให้หน่วยงานราชการ บริษัทหัางร้านและกลุ่มสมาคมต่างๆ ต้องผลัดกันมาเป็นเจ้าภาพ

โดยให้คนในสังกัดมานั่งร่วมพิธีเบื้องหน้าพระโกศ

พสกนิกรได้มีโอกาสเฝ้าชมพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีได้อย่างใกล้ชิดและยาวนาน ขณะทรงกำลังสวดมนต์หรืออาจเห็นในหลวงทรงคร่ำเคร่งกับการแก้ไขปัญหาจราจร งานพระบรมศพนี้ได้ดำเนินไปตลอดทั้งปีที่เหลือ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์รายงานว่าในวันที่
19 กรกฎาคม 2538 ก่อนพิธีรดน้ำศพ ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็มีฝนตกลงมา ราวกับจะบอกว่าเทพยดาฟ้าดินได้รับรู้การเสด็จจากไปของพระราชชนนีและร่วมทุกข์โศกกับประชาชนด้วย พระพิพิธธรรมสุนทรแห่งวัดสุทัศน์บอกว่าท่านได้ยินมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าอยู่หัวเองว่าห้าปีก่อนสิ้นพระชนม์ พระราชชนนีตรัสว่าทรงรู้สึกเหนื่อยและพร้อมจะจากโลกนี้ไป

ทำให้ในหลวงทรงหวนนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสต่อพระสาวก

ว่าพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานภายในสามเดือน พระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงขอนิมนต์ให้พระราชชนนีได้ทรงพระชนมชีพต่อไปเพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่พระโอรสพระธิดาและพสกนิกรชาวไทยต่อไป และสมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระมหากรุณาอุตส่าห์ดำรงพระชนมชีพต่อมาอีกเป็นเวลาตั้งห้าปี ในหลวงยังได้ทรงเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อพระราชชนนีสิ้นพระชนม์ ในหลวงกับเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาได้ทรงจับพระหัตถ์ของพระราชชนนีไว้ เมื่อพระองค์ทรงนึกถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทรงบอกกล่าวแก่พระราชชนนี เครื่องนั้นก็แสดงการเต้นของพระหทัยของพระราชชนนีอีกครั้งอย่างปาฏิหาริย์

เมื่อพระธิดาของเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาเข้ามาและจับพระหัตถ์ของพระราชชนนี

ปรากฏว่าชีพจรของพระนางก็กลับมาเต้นอีกครั้ง เข้าใจว่าพระราชชนนีกำลังทรงกล่าวคำอำลาเป็นเรื่องปาฏิหารย์ประเภทผีสางที่พระพิพิธธรรมสุนทรอ้างว่าในหลวงทรงเล่าให้ท่านฟัง อาจจะเป็นการสดุดีว่าพระราชชนนีมิใช่คนธรรมดาสามัญ แม้สิ้นลมก็ยังทรงแสดงปาฏิหารย์ได้


วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรงเหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที4


นายทุนใหม่ พันธมิตรใหม่ของวัง


ความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจได้ทำให้มีนายทุนใหม่ๆที่มาจากสามัญชน กษัตริย์ในอดีตมักจะทรงสร้างความผูกพันธ์ความจงรักภักดีกับบรรดามหาเศรษฐีโดยใช้การแต่งงานและการลงทุนร่วมกัน แต่รัชกาลที่
9 ทรงขาดแคลนพระโอรสและพระธิดา วังจึงต้องสร้างพันธมิตรกับพวกเศรษฐีใหม่ โดยการส่งตัวแทนเข้าไปร่วมบริหาร เช่น มหาเศรษฐีใหม่สองคนคือ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมา และนายธนินทร์ เจียรวนนท์แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีที่มีทั้งธุรกิจการเกษตร


การค้าปลีกและธุรกิจโทรคมนาคม มหาเศรษฐีทั้งทั้งสองคนจ่ายเงินให้นักการเมือง

นายทหารและข้าราชการ สร้างความร่ำรวยหลายหมื่นล้านบาท ได้เชิญตัวแทนของพระเจ้าอยู่หัวเข้าไปเป็นผู้บริหารเพื่อแสดงว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน คือ พลเอกเปรม และพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลาเป็นกรรมการของบริษัทในเครือซีพี มีเงินเดือนสูง พลเอกเปรมเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของเครือโรงแรมอิมพีเรียลหรือ พลาซ่าเอทินี ของเสี่ยเจริญ มรว.สฤษดิคุณ กิติยากรลูกพี่ลูกน้องของพระราชินีก็ได้เป็นประธานบริหารโรงแรม มรว. อดุลกิติ์ กิติยากรพี่ชายของพระราชินีและเป็นองคมนตรีได้เป็นประธานบริษัทเบียร์ช้างที่ตั้งขึ้นใหม่ เสี่ยเจริญกับภรรยาคือคุณวรรณาได้รับเครื่องราชฯชั้นสูงได้เป็นคุณหญิงในช่วงนั้นเอง


เสี่ยเจริญเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารมหานคร
First Bangkok City Bank สำนักงานทรัพย์สินได้รับอนุญาตให้ซื้อหุ้นคราวเดียวถึง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2539

วังได้สร้างสายสัมพันธ์กับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยให้พลเอกเปรมซึ่งเป็นตัวแทนพระเจ้าอยู่หัวไปเป็นประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัทกฤษดามหานครที่ทำหมู่บ้านจัดสรรค์ เป็นประธานสายการบินพีบีแอร์ ที่ก่อตั้งโดยดร. ปิยะ ภิรมย์ภักดี ประธานบริหาร บริษัทบุญรอด บริวเวอรี่เจ้าของเบียร์สิงห์ โดยมีองคมนตรีอื่นๆนั่งเป็นกรรมการตามบริษัทต่างๆ ซึ่งมีรายได้ดี และทำให้มีความอุ่นใจได้ว่าธุรกิจพวกนั้นจะต้องเชื่อฟังวังและสนับสนุนพระราชกรณียกิจของวังอย่างเต็มที่ตลอดไป


สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ระดมเอาบรรดามหาเศรษฐีใหม่เข้าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

ด้วยเงินทุนมากมายและที่ดินอีกมหาศาลที่มีอยู่ รวมทั้งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ของสำนักงานทรัพย์สินฯเข้ามาร่วมด้วย โครงการต่างๆ เช่น โรงแรมหรูย่านราชประสงค์ เพรสิเด้นท์โกลเด้นแลนด์กรุ๊ป
President-Golden Land group ของครอบครัวศรีวิกรม์ ร่วมกับนายปิ่น จักกะพาก พ่อมดทางการเงินแห่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนกิจ Finance One จับมือกับเครือแสนสิริพร็อพเพอร์ตี้กรุ๊ปทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรค์ของตระกูลล่ำซำกับจูตระกูล นายอนันต์ อัศวโภคินเจ้าของบริษัทค้าบ้านและที่ดินแลนด์แอนด์เฮ้าส์ลงทุนกับสยามสินธรซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และสำนักงานทรัพย์สิน

มีการลงทุนในธุรกิจด้านการศึกษาโดยสถาบันการศึกษาเอกชนร่วมกับโรงเรียน

ที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศ เช่น โรงเรียนมัธยมแฮโรว์
Harrow ของอังกฤษ วิทยาลัยดัลวิค Dulwich College ของลอนดอน และ โรงเรียนภาษาจีลอง Geelong Grammar School ที่ดอยตุง โรงเรียนเหล่านี้เป็นทั้งธุรกิจที่จะสร้างผลกำไรและเป็นหลักประกันว่าลูกหลานของพวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการอบรมสั่งสอนในกรอบความคิดของวังและมีความยึดมั่นจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์จักรี

มีการโหมโฆษณาสถาบันพระมหากษัตริย์ทางสื่อมวลชนอย่างมโหฬารตลอดเวลา

โดยใช้เงินหลายพันล้านบาทยกย่องสรรเสริญสดุดีราชวงศ์จักรี ให้เข้ากับบรรยากาศของสื่อยุคใหม่ โดยใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์ที่นำโดยนายปีย์ มาลากุล เจ้าของบริษัทแปซิฟิค คอมมิวนิเคชั่นมีเดียกรุ๊ป
Pacific Communications media groupที่ผลิตนิตยสารดิฉัน ของผู้หญิงชั้นนำ

รวมทั้งสถานีวิทยุข่าวสารจราจร จส
.100 และผลิตรายการให้สถานีโทรทัศน์โดยเฉพาะช่อง 5 ของทหาร ซึ่งมีพล.อ.แป้ง มาลากุล น้องชายของนายปีย์เป็นผู้อำนวยการสถานีช่วงปี 2538-2542 โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานและมีเงินสนับสนุนมากมายจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและการบินไทยรวมทั้งพวกคลั่งเจ้ารุ่นใหม่ เช่น อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ที่เป็นโฆษกบรรยายงานพระราชพิธีต่างๆ

ทีมงานของวังได้ปรับโฉมงานสดุดีพระมหากษัตริย์ให้โดดเด่นด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัยขึ้นให้เป็นภาพที่มีสีสันแบบฮอลลีวูดพร้อมดนตรีที่หรูหราทันสมัยกว่าเดิม

ภาพยนตร์สารคดีพระราชกรณียกิจถูกนำออกอากาศเป็นชุดทางโทรทัศน์ ภาพยนต์การทรงดนตรีขององค์คีตะราชันเข้าฉายในโรงภาพยนต์และเกณฑ์ให้เด็กนักเรียนมาดูกันเป็นคันรถบัส ให้พวกศิลปินเรียบเรียงเสียงประสานระดมกันปรับแต่งเพลงพระราชนิพนธ์ให้เป็นงานออเคสตราที่ยิ่งใหญ่อลังการ มีการจัดการแสดงละครหลากหลายรูปแบบเทิดพระเกียรติพระราชวงศ์ อาจารย์ธงทองบรรจงแต่งละครเรื่องแผ่นดินนี้มีกำลัง แสดงโดยกองทัพเรือ เทิดทูนกษัตริย์ยุคต้นรัตนโกสินทร์

การผลิตสื่อเพื่อโฆษณาสถาบันพระมหากษัตริย์นี้ต้องใช้เงินมหาศาล นอกจากใช้งบประมาณของรัฐบาลแล้ว บริษัทใหญ่ๆของพวกเศรษฐีใหม่ที่เพิ่งเข้าไปใกล้ชิดรั้ววังก็เต็มใจที่จะจ่ายให้ คีตะราชันที่รวบรวมศิลปินชั้นนำทั่วประเทศได้ทำเป็นอัลบั้มสองชุดมีการจัดคอนเสิร์ตหารายได้ทูลเกล้าถวายฯโดยได้เงินสนับสนุนจากเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี

บริษัทสหศินิม่าUnited Cinemaของสำนักงานทรัพย์สินผู้ผลิตภาพยนต์และเป็นเจ้าของโรงภาพยนต์

ได้ซื้อสำนักพิมพ์สยามเพรสและร่วมธุรกิจกับสื่อใหญ่อื่นๆ ซื้อกิจการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่เคยเป็นของมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี
2537 ในช่วงเดียวกันได้เปิดหนังสือพิมพ์การเงินชื่อ สื่อธุรกิจ กับหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษชื่อบิวสิเนสเดย์ Business Day หม่อมหลวงตรีทศยุทธ เทวกุล(ลูกชายคนโตของมรว.เทพฤทธิ์ เทวกุลผู้เป็นเจ้าของโครงการควายเหล็กและฝนเทียม) ลูกน้องใกล้ชิดของพลเอกเปรมได้ซื้อหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ โดยนายปีย์ มาลากุลมารับช่วงต่อ


วังได้ลงทุนอย่างเปิดเผยในกิจการโทรทัศน์โดยชนะการประมูลไอทีวี ได้รับใบอนุญาตในเดือนเมษายน
2538 สมัยรัฐบาลนายชวน

จากกลุ่มที่นำโดยธนาคารไทยพาณิชย์และสำนักงานทรัพย์สิน พร้อมด้วยบริษัทแปซิฟิคคอมมิวนิเคชั่น ของนายปีย์และเครือเนชัน โดยวังได้วางเส้นสายเข้าควบคุมทั้งระบบ รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการ อสมท.ชุดใหม่โดยรัฐบาลนายบรรหารในเดือนพฤษภาคม
2539 ที่ดูแลสถานีโทรทัศน์สองแห่งกับคลื่นวิทยุอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสำนักข่าวของรัฐบาล โดยมีประธานคือพล.อ.มงคล อัมพรพิสิษฐ์ ลูกน้องเก่าของพลเอกเปรม และมีกรรมการอีกคนหนึ่งคือ นายธงทอง จันทรางศุ

ผลงานชิ้นเอกของการโฆษณา คือการเฉลิมฉลองที่ยาวนานถึง 24เดือน

ในวโรกาสครองราชย์
50 ปีในปี 2539 เพิ่มความยิ่งใหญ่มโหฬารของกิจกรรมต่างๆ ส่งเสริมพระบารมีให้สูงขึ้นไปอีก ระดมทำกันตั้งแต่งานกิจกรรมจำนวนมากที่ไม่ต้องวางแผนไว้ก่อน ครั้งแรกเมื่อพระราชชนนีเสด็จเข้ารักษาอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราชในเดือนธันวาคม 2537

พระราชชนนีทรงมีปัญหาที่พระหทัยและพระนาภี(หัวใจและท้องไส้)ไม่มากนัก แต่ในวัย 94 ชันษาก็ถือว่าวางใจไม่ได้ องค์กรทั้งเอกชนและรัฐบาลต่างจัดการสวดมนต์และทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรงเหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที3


การแทรกแซงอีกอย่างหนึ่งของพระเจ้าอยู่หัวก็คือ

การที่ทรงรื้อฟื้นโทษประหารชีวิต จากเดิมที่ นักโทษประหารแต่ละรายมีสิทธิถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษจากพระเจ้าอยู่หัว ส่วนให
ญ่ทรงดึงฎีกาไว้และยืดการประหารออกไป และก็จะพระราชทานลดโทษ มีน้อย ครั้งมากที่จะทรงปล่อยให้มีการประหารชีวิตด้วยการคืนฎีกาคำร้องกลับไป

ทำให้พระองค์ทรงมีภาพลักษณ์ของพระผู้ทรงพระเมตตามหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น แต่ประเทศไทยก็ยังคงมีปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรง ซึ่งพระองค์ไม่เคยได้สนพระทัยในเรื่องนี้เลย ทรงอ้างหลักพุทธศาสนาว่าเป็นแค่บาปเฉพาะตัวของอาชญากร แต่ในปี 2538 มีการประหารชีวิตเพิ่มขึ้นกรณีฆ่าคนตายและค้ายาเสพติดโดยในหลวง ทรง ปฏิเสธฎีกาและได้สร้างบรรทัด ฐานแก่กระบวนการยุติธรรมโดยทั่วไป มีการ วิสามัญฆาตกรรม ผู้ ต้องสงสัยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง คล้ายยุคเผด็จการสฤษดิ์


พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงแสดงบทบาททางโทรทัศน์บ่อยขึ้น


มีพระบรมราโชวาทแก้ปัญหาจราจรแก่ กทม.และตำรวจ ให้จัดการเดินรถทางเดียว โทรทัศน์แพร่ภาพข้าราชการนั่งพับเพียบฟังกระแสรับสั่งที่ทรงชี้บนแผนที่ตรง นั้นตรงนี้ ทั้งๆที่มีทีมงานและผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศทำงานกันอยู่แล้ว ภาพที่ปรากฏจึงเหมือนกับว่ามีแต่พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นที่ทรงกำลังแก้ปัญหา

นี้ เดือนตุลาคม
2536 ในหลวงทรงมอบหมายงานให้อธิบดีกรม ตำรวจเป็นรายการยาวเหยียด เช่น สร้างอุโมงค์ลอดทางแยก 23 แห่ง เพิ่มการขนส่งทางเรือ จัดหารถจักรยานยนต์ตำรวจ ปรับปรุงเฮลิค็อปเตอร์ตำรวจ ทรงสั่งการให้กทม.ทำตาม แผนแม่บทที่จัดทำโดยสถาบันเทคโนโลยีแมสสาจูเซทหรือเอมไอที Massachusetts Institute of Technology

ทรงแสดงความไม่สบพระอารมณ์เพราะมีคนมองว่าขบวนรถเสด็จของพระองค์ทำให้รถติด

แต่มีการปล่อยข่าวว่าทรงแอบขับรถออกมาตอนรถติด และทรงสำรวจการจราจรบนเฮลิค็อปเตอร์ รวมทั้งรับสั่งพระโอรสพระธิดาไม่ให้ใช้ขบวนรถ ให้ทนสภาพรถติดเหมือนคนอื่นๆซึ่งไม่เป็นความจริง
แม้แต่ น้อย ทรงพระราชทานเงินเก้าสิบล้านบาทเพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ตำรวจจราจร โดยโหมโฆษณาว่าเป็นความยิ่งใหญ่ของ พระเจ้าอยู่หัว ทรงสั่งให้รัฐบาลเร่งแก้ ปัญหาจราจรให้ได้

เดือนธันวาคม
2537 ทรงตรัสว่า เราต้องแก้ไขต้นทางไป

ปลายทางหมายความว่า จัดให้ต้นทางกับปลายทางอยู่ในระยะที่ใกล้ขึ้น ถ้าใกล้ขึ้นแล้ว การใช้ถนนก็จะน้อยลง การใช้ถนน จำนวนของถนนหรือความยาวของถนนที่ถูกใช้นั้นก็น้อยลง ก็เท่ากับถนนมีมากขึ้น และรถน้อยลงหมายความว่าให้บ้านและที่ทำงานอยู่ ใกล้กัน ซึ่งฟังดูดีแต่ไม่ได้มีความหมาย เพราะส่วนใหญ่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่กำลังทำกันอยู่แล้ว ทรงให้ทำอุโมงค์ลอดทางแยกหลายแห่งขณะที่ทรงคัดค้านการขึ้นภาษีรถยนต์ แต่พระองค์ไม่เคยตรัสถึงปัญหาหลัก เช่นการก่อสร้างที่ไร้การวางผังควบคุม ไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี การเพิ่มจำนวนรถอย่างรวดเร็ว การที่ทรงนำเสนอสู่สาธารณะก็เพียงเพื่อเอา ความดีความชอบเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น


ต้นปี
2538 ทรง วิตกอาการประชวรของพระราชชนนี

แต่ในหลวงเองก็หวุดหวิดแทบพระทัยวายต้องเสด็จรับการผ่าตัดขยายหลอดเลือดพระ หทัย
ในช่วงประทับโรงพยาบาลศิริราชกลับทรงปรากฏพระองค์ทางโทรทัศน์รับสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าเฝ้าในช่วง ค่ำและหลังเที่ยงคืน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าพระองค์ทรงงานแก้ไขปัญหาทั้งวันทั้งคืน แต่มีน้อยคนที่รู้ว่าในหลวงมักจะบรรทมตอนเช้าและทำงานเฉพาะช่วงบ่ายและกลาง คืน พระองค์บรรทมดึกและ ตื่นราวๆเที่ยงวัน


13
กรกฎาคม 2538 พรรคประชาธิปัตย์ถูกมรสุมเรื่องทุจริตสปก.4-01


และการอภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลนายชวนถูกแทนที่ด้วยรัฐบาลผสมที่นำโดยนายบรรหาร ศิลปอาชา โดยมีพรรคร่วมรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช พลเอกชวลิตและเศรษฐีรุ่นใหม่ พตท.ทักษิณ ชินวัตร

ในหลวงทรงออกหน้าจอโทรทัศน์ มีพระสุรเสียงที่หงุดหงิดต่อว่าเจ้าหน้าที่ กระทั่งพระราชชนนีสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538

จึงได้เสด็จงานพระบรมศพเป็นเวลาหลายเดือนเกือบทุกวัน แต่ในเวลาที่พระสวดพระอภิธรรม จะเห็นในหลวงทรงศึกษารายงานการจราจรและร่วมประชุมอย่างคร่ำเครียดกับเจ้าหน้าที่ ทรงโปรดเกล้าฯให้นายกบรรหารเข้าเฝ้า
90 นาที เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาการจราจร ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีสมัครกับพ.ต.ท.ทักษิณขัดแย้งกันเรื่องการแก้ปัญหาจราจร ในหลวงได้ช่องตำหนิรองนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองคนว่าแก้ไขปัญหาจราจรไม่ได้เลยว่า ระหว่างสองฝ่าย มีแต่พูดพูดพูด

และก็เถียงเถียงเถียง เป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ นายกบรรหารประกาศน้อมใส่เกล้าฯประสานรองนายกฯทั้งสอง โดยสี่วันต่อมาพวกเขาเข้าเฝ้าฯเป็นเวลาหลายชั่วโมง ไล่ดูแผนที่กรุงเทพฯ ลงรายละเอียดแต่ละพื้นที่ พตท.ทักษิณกล่าวยอมรับอย่างสิ้นสภาพว่าไม่เคยคิดในสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรงให้การแนะนำมาก่อนเลย

พระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงความเกรี้ยวกราดเหยียดหยามนักการเมืองว่าเป็นพวกไร้ความสามารถและไม่ใส่ใจประชาชนซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาและออกจะไม่งาม โดยทรงอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญในฐานะพลเมืองที่จะตำหนิผู้นำ มีพระราชดำรัสว่าที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ค่อยดีนัก เพราะเกือบจะเป็นการพูดเรื่องการเมือง และพวกเขาก็อาจไม่พอใจได้ว่า ทำไมกษัตริย์พูดเรื่องการเมือง ในความเป็นจริง กษัตริย์ก็มีสิทธิ ในความเป็นจริง กษัตริย์ก็เป็นพลเมืองไทยที่มีสิทธิและเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ...

ตามรัฐธรรมนูญ ทุกๆ คนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะพูด

ก็เลยขอใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จะพูดอย่างนี้ ถ้าพวกเขาอยากจะหาความผิดทางกฎหมาย ก็เชิญ อยากได้ยินข้อหา เมื่อเสด็จเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อรักษาแผลที่กำเริบจากการผ่าตัด ผู้คนพากันพูดว่านายกบรรหารทำให้พระอาการโรคพระหทัยของพระองค์กำเริบต้นเดือนกันยายน 2538 กรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมหนัก

พระเจ้าอยู่หัวที่ยังทรงอ่อนระโหยจากการผ่าตัดได้โปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่ กทม
.และกรมชลประทานเข้าเฝ้าเป็นเวลาสามชั่วโมงซึ่งได้รับการเผยแพร่ทางโทรทัศน์ ทรงชี้ไปที่แผนที่ที่กองเป็นตั้ง ทรงอยากรู้ว่าทำไมคนที่อยู่ชานกรุงเทพฯ จึงไม่ได้รับการ ป้องกันจากภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นโวหารที่ทรงสรรหาถ้อยคำมาเชือดเฉือน

บ่อนทำลายรัฐบาลและนักการเมืองที่พระองค์ทรงปฏิบัติมาโดยตลอด


วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรงเหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที2


ในหลวงยังทรงแทรกแซงการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพลเอกเปรมคอยจัดการ การชนะเลือกตั้งของนายชวนในปี
2535 ทำให้นายชวนต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

แต่วุฒิสภายังเต็มไปด้วยคนของรสช.

เมื่อรัฐบาลนายชวนยืนยันแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกปีกขวาก็ออกมาข่มขู่แบบปี
2519 กล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองที่รัชกาลที่ห้าได้ทรงวางหลักเอาไว้ เป็นการแสดงว่าสส.สามารถเป็นตัวแทนของประชาชนได้ดีกว่าพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งๆที่สส.ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น สกปรกและทุจริตคอรัปชั่น ขณะที่การ รัฐประหารยึดอำนาจเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรม ลูกเสือชาวบ้านและกลุ่มอภิรักษ์จักรีประกาศว่า
ประเทศไทยต้องไม่ทิ้ง ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ต้องไม่เป็นเหมือนสหรัฐฯ ฝรั่งเศส หรือประเทศคอมมิวนิสต์ ราชวงศ์จักรีไม่ใช่ไดโนเสาร์

เดือนธันวาคมรัฐบาลนายชวนได้ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญชนิดที่อ่อนลงมา

พลเอกชวลิตถอนพรรคจากการร่วมรัฐบาลโดยหวังว่ารัฐบาลคงจะล้ม และตนเองจะได้เป็นนายกฯคนต่อไปพร้อมด้วยการสนับสนุนจากกองทัพ แต่พลเอกเปรมได้เกลี้ยกล่อมพลเอกชาติชายหัวหน้าพรรรคชาติพัฒนาให้เข้าร่วมรัฐบาลนายชวน และให้วุฒิสมาชิกสายทหารหันมาลงคะแนนสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนายชวนซึ่งเป็นเพียงประเด็นปลีกย่อย แสดงให้เห็นว่าวัง ไม่ไว้ใจพลเอกชวลิต มากกว่านายชวนเสียอีก

ในหลวงทรงเชื่อว่าจีน พม่าและเวียตนามคิดยึดครองไทยตลอดเวลา โดยเฉพาะเวียตนามได้แผ่อิทธิพลครอบงำลาวและกัมพูชา จึงเป็นภัยคุกคามต่อราชอาณาจักรไทย ทรงแสดงออกในเรื่องนี้เป็นประจำต่อนักการทูตและนักวิชาการต่างประเทศ รวมทั้งผู้นำทหารของไทย

สมัยนั้นกองทัพไทยเป็นผู้กำหนดนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้าน

โดยคงความสัมพันธ์ร่วมมือกันอย่างดีกับ รัฐบาลทหารสล้อค
Slorc ของพม่า และสนับสนุนกองกำลังของเขมรแดง ที่เคยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลฮุนเซนที่ได้รับการหนุนหลังจากเวียตนาม ความสัมพันธ์ที่ไม่จริงใจต่อประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยเลย มีแต่พวกทหารระดับสูงของไทยไม่กี่คนที่ได้กอบโกยเงินหลายพันล้านบาทจากการตัดไม้ ขุดแร่อัญมณีและธุรกิจอื่นๆ ร่วมกับรัฐบาลทหารสล้อคของพม่าและกองกำลังเขมรแดง

เดือนกุมภาพันธ์
2536 ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ 8 คน

มาเยือนประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ที่สุดของพม่า ในหลวงภูมิพลมีพระบรมราโชวาทแก่พวกเขาว่า อองซานซูจีควรจะเลิกต่อสู้และกลับไปเลี้ยงลูกที่อังกฤษเสีย แล้วปล่อยให้สล้อคหรือรัฐบาลทหารพม่า ปกครองประเทศไป รัฐบาลทหารเหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา ทรงยืนยันว่าไม่ควรสนับสนุนฝ่ายค้านของพม่า

ซูจีเป็นแค่ตัวสร้างปัญหา และยังได้ทรงชักชวนนักการทูตอเมริกันและนักวิชาการต่างชาติให้ยอมรับรัฐบาลทหารพม่าว่าเป็นผู้สร้างเสถียรภาพแก่พม่า ทรงมีพระราชดำรัสไม่ต่างจากรัฐบาลทหารพม่าว่า ซูจีแต่งงานกับฝรั่งและร่ำเรียนที่เมืองนอก เธอไม่ได้เป็นตัวแทนคุณค่าดั้งเดิมของพม่า เธอควรกลับไปอยู่กับครอบครัวที่อังกฤษ

แต่นโยบายของรัฐบาลนายชวนที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งได้ให้การสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของอองซาน ซูจี

แต่รัฐบาลนายชวนได้ร่วมกับนานาชาติสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของอองซานซูจี และได้สั่งกองทัพไทยตัดความสัมพันธ์กับเขมรแดงเพื่อนำนายพอลพตผู้นำเขมรแดงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามแรงกดดันของนานาชาติ ขณะที่สหประชาชาติกำลังเตรียมการเลือกตั้งในกัมพูชา และเขมรแดงก็ข่มขู่จะขัดขวางการเลือกตั้ง แต่กองทัพไทยปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงท่าทีทั้งสองกรณี คือกองทัพไทยยังคงทำธุรกิจกับคณะรัฐบาลทหารพม่าต่อไป

ขณะที่เขมรแดงยังปฏิบัติการโจมตีจากฐานที่มั่นในฝั่งไทยก่อนถึงวันเลือกตั้งในกัมพูชา ทำให้นานาชาติพากันประณามรัฐบาลไทย รัฐบาลนายชวนปฏิเสธว่ามันไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงปกป้องกองทัพ ทรงกล่าวกับนักการทูตไทยว่าประเทศไทยควรให้ความร่วมมือกับเพื่อนบ้านเช่นพวกเขมรแดงและไม่ควรใส่ใจกับตำรวจโลก ซึ่งทรงหมายถึงสหรัฐอเมริกาทรงตรัสว่า พม่ากำลังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสิ่งปฏิกูล หากเราผูกมิตรกับคนอย่างนี้

ตำรวจก็ต้องจับเรา ดังนั้นเมื่อเราช่วยพม่า หรือติดต่อสัมพันธ์กับพม่า

ประชาคมโลกก็จะปฏิบัติต่อเราเหมือนคนเลวไปด้วย
... หากเรายึดตามแนวคิดตะวันตกและเฮโลตามไปกับเขาด้วย โดยบอกว่าพม่าเลว เราก็จะมีเพื่อนบ้านอย่างบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา … เขมรแดงควรมีส่วนแบ่งในอำนาจ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่แบบที่พวกยุโรปได้สร้างขึ้นที่บอสเนีย ที่เราต้องการให้เกิดน้อยที่สุดคือการที่กำลังของสหประชาชาติมาใช้ดินแดนของไทยเพื่อแทรกแซงทางการทหารในพม่า

กองทัพไทยยังคงร่วมมือกับรัฐบาลทหารของพม่าและพวกเขมรแดงของพอลพตต่อไป

ด้วยการสนับสนุนให้ท้ายของ พระเจ้าอยู่หัว เดือนพฤษภาคม
2537 อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยนายมอร์ตัน อับบราโมวิทช์ Morton Abramovitz ได้วิจารณ์ในหลวงภูมิพลในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ Washington Post ว่าไทยบ่อนทำลายเพื่อนบ้านและขัดขวางประชาคมโลก จะทำให้เกิดแรงกดดันต่อกองทัพ รวมถึงคนระดับสูงและพระมหากษัตริย์

การกล่าวพาดพิงถึงในหลวงไม่น่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะพระองค์ก็ได้ทรงประพฤติตามที่ถูกพาดพิงจริงๆ

แต่อาจเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทำให้บางคนต้องแสดงอาการเดือดดาลเพื่อแสดงความจงรักภักดีโดยกล่าวหานายอับ บราโมวิทซ์ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและเรียกร้องให้เนรเทศออกนอกประเทศ ขณะที่กองบัญชาการทหารสูงสุดปฏิเสธว่ากองทัพไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเขมรแดง

และแก้ตัวแทนพระเจ้าอยู่หัวว่าไม่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่กระทรวงต่างประเทศของไทยออกแถลงการณ์เห็นด้วยกับอเมริกาทำให้เกิดแรงกดดันต่อกองทัพจนต้องถอนการสนับสนุนเขมรแดงตลอดปีต่อมา เป็นการตัดกำลังเขมรแดง
ที่สำคัญ



วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พระทรงเหนื่อยยาก แต่ไทยจมปลักลงทุกที1


นายกอานันท์ได้ย้ายบรรดานายพลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ


ไปไว้ในตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจ บรรดานักเขียนและปัญญาชนพากันถวายราชสดุดีแด่พระเจ้าอยู่หัวให้เป็นยอดวีรกษัตริย์ผู้ทรงพระอัจฉริยะเหนือการเมืองและความขัดแย้ง

ทรงสามารถไกล่เกลี่ยแก้สถานการณ์วิกฤตได้เป็นอย่างดีไม่มีที่ติ ด้วยการที่ทรงลดคุณค่าของเหตุการณ์ทั้งหมดให้เป็นเพียงการขัดแย้งต่อสู้กัน ส่วนตัว ระหว่างคนมักใหญ่ใฝ่สูงสองคนแล้วก็ทรงสั่งยุติการต่อสู้เรียกร้อง ทรงหลีกเลี่ยงการประณามกองทัพที่เป็นเสมือนกองกำลังส่วนพระองค์ และยังทรงหลีกเลี่ยงประเด็นหลักจริงๆ คือเรื่องรัฐธรรมนูญอีกด้วย

พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงบ่อนทำลายพัฒนาการของสถาบันอื่นๆ มาโดยตลอด

โดยทรงมองว่าสถาบันทางการเมืองเป็น คู่แข่งบารมี กับพระองค์ แทนที่ทรงมองว่าสถาบันทางการเมืองช่วยให้สถาบันพระมหากษัตริย์รอดจากความขัดแย้ง การแทรกแซงการเมืองของในหลวงยิ่งเป็นการซ้ำเติมเสถียรภาพของรัฐบาลและรัฐสภา ในหลวงทรงสรรหารัฐบาลเองโดยที่ ทรงมีอคติต่อนักการเมือง

ทรงมีความคิดล้าหลังทั้งๆที่มีนักการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชน

อย่างพลตรีจำลองและนายกชาติชาย แต่ในหลวงก็ยังทรงยึดมั่นเหนียวแน่นอยู่กับบรรดาเหล่านายพลของพระองค์ ซึ่งเป็นพวกทหารที่ทุจริตละโมบมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างพลเอกอาทิตย์ พลเอกชวลิตและพลเอกสุจินดาซึ่งล้วนผงาดขึ้นมาภายใต้บารมีของพลเอกเปรมผู้เป็นขุนพลคู่พระบารมี

พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินียังทรงโปรดปรานพวก
นายทหารทุจริต เหล่านี้มากกว่าพวกนักการเมืองมือสะอาดเสียด้วยซ้ำ เมื่อในหลวงภูมิพลทรงแสดงความโปรดปรานต่อทหารในเดือนธันวาคม
2533 ได้ทำให้พลเอกสุจินดามีข้ออ้างที่จะทำการยึดอำนาจ


บรรดาองครักษ์พิทักษ์เจ้ามักจะช่วยแก้ตัวว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่มีทางเลือก

ต้องยอมรับการยึดอำนาจของรสช
.ขณะเดียวกันก็ยังยืนยันว่ามันเป็นการรัฐประหารที่ประชาชนสนับสนุนซึ่งเป็นผลจากการกล่าวหาโจมตีของพระเจ้าอยู่หัวเอง ขณะที่ทรงเพิกเฉย ปฏิเสธการใช้พระราชอำนาจยุบสภาและกำหนดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อ แก้ไขวิกฤติการณ์ ทางการเมือง อีกทั้งยังทรงเงียบเฉยต่อการเตรียมแผนไพรีพินาศ และการสั่งเปลี่ยนเส้นทางขบวนเสด็จของฟ้าหญิงสิรินธรเพื่อให้ร้ายฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ตลอดจนการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อของพวกรับใช้เจ้าอย่างนายปีย์ มาลากุลเพื่อกล่าวหาโจมตีกลุ่มของพลตรีจำลอง

ในหลวงทรงมอบหมายให้พลเอกเปรมและองคมนตรีคนอื่นๆให้ติดตามสถานการณ์

โดยสื่อสารกับ รสช
.รวมทั้งกลุ่มอื่นๆและคอยรายงานต่อพระองค์ จึงทรงรับรู้สถานการณ์เป็นอย่างดี แต่ในหลวงทรงรักกองทัพมากกว่าประชาชน โดยทรงกล่าวโทษพลตรีจำลองเป็นส่วนใหญ่ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 พลตรีจำลองถูกตำหนิที่ไม่ฟังคำชี้แนะเรื่องรัฐธรรมนูญที่ทรงตรัสในเดือนธันวาคม แต่พลเอกสุจินดากลับได้รับคำชมจากในหลวงที่ยอมตกลงว่าการแก้รัฐธรรมนูญทำได้

ทั้งๆที่พวกทหารได้ปิดทางแก้ไขแล้วและพลเอกสุจินดายังตระบัดสัตย์เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในหลวงทรงปกป้องไม่ยอมรับว่ากองทัพไทยมีปัญหาใหญ่หลวงเชิงหลักการ แต่กลับทรงเล่นงานผู้ที่วิจารณ์กองทัพ ว่าไร้ความสามารถแต่เต็มไปด้วยนายพล

ในเดือนธันวาคม 2535 พระเจ้าอยู่หัวทรงโทษพลตรีจำลอง พลเอกชวลิตและผู้ประท้วงอีกครั้ง โดยทรงเล่าความเรื่องเด็กคนที่กำลังเผชิญปัญหา แต่กลับไปยั่วยุช้างจนโกรธ หมายถึงขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ที่หาเรื่องไปแหย่ทหารที่อยู่ดีๆ จนเกิดปัญหาใหญ่โต

ในหลวงยังทรงปฏิเสธข้อสรุปของนักวิชาการไทยและต่างประเทศที่ว่า ความวุ่นวายเกิดขึ้นจากระบบการเมืองที่ไม่พัฒนาต้องพึ่งพาสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพมากเกินไป

ผลการเลือกตั้งเดือนกันยายน
2535 ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรสช.ได้รับชัยชนะจัดตั้งรัฐบาล นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ของนายชวน และพรรคความหวังใหม่ของพลเอกชวลิต พระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มตำหนิรัฐบาลนายชวนว่าทำงานผิดพลาดและเห็นแก่ตัว หลังการแก่งแย่งตำแหน่งกันกลางปี 2536 โดยมีพลเอกชวลิตเป็นหัวหน้าทีม ได้รับสั่งแกนนำรัฐบาลให้หยุดกัดกันเอง พูดอย่างนี้ก็คงพอเข้าใจว่าหมายถึงอะไร ไม่ใช่หมายถึงเรื่องอะไร….

ท่านถึงหัวเราะ หัวร่อหมายถึงท่านเองก็รู้ ว่าการเถียงกันอย่างข้างๆ คูๆ นี้ไม่ดี

เดี๋ยวนี้ข้างคู ทำคูแล้ว ก็ต้องระบายน้ำออก เพราะถ้าขุดคูกลางถนนมันก็ไปไม่ได้ ไม่ถูก อันนี้ก็คงพอเข้าใจ ไม่ต้องพูดให้ยืดยาวเกินไป แต่ว่า ความสามัคคีหรือความปรองดองนั้น ก็ให้เหตุว่า อันไหนควรจะพูด อันไหนไม่ควรจะพูด พูดไปแล้วให้ยอมรับว่าพูดอย่างนั้น ไม่ถูกก็บอกว่าไม่ถูก ไม่ต้องมาหัวชนฝาว่าถูกๆๆ ลงท้าย ตัวเองก็รู้ว่าไม่ถูก…